วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21


คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21


คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21


สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้ผมก็ขออนุญาตมา Review หนังสือให้เพื่อนๆ อีกเหมือนเคยน่ะครับ วันนี้ก็ เป็นหนังสือของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร แดน ของเราอีกเหมือนเคยน่ะครับ เป็นหนังสือที่ชื่อว่า

ก้าวกระโดดจากสังคมข้อมูลข่าวสาร สู่สังคมของคนใช้ สมอง หนังสือเล่นนี้ได้นำเสนอแนวความคิดการสร้าง ปราชญสังคม หรือสังคมแห่งผู้มีปัญญา สังคมโลกกำลังเคลื่อนสู่สังคมแห่งความรู้ในคลื่นลูกที่สี่ จนพาไปสู่สังคมแห่งปัญญาของคลื่นลูกที่ห้า ในศตวรรษที่ 21 ที่จะมาถึงนี้ สังคมใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้สำเร็จ สังคมนั้นจะอยู่ต้นแถวของโลกในศตวรรษหน้า ก้าวกระโดดจากสังคมข้อมูลข่าวสาร สู่ สังคมของคนใช้ สมอง หนังสือเล่นนี้ได้นำเสนอ แนวความคิดการสร้าง ปราช ญสังคม หรือสังคมแห่งผู้มีปัญญา สังคมโลกกำลัง เคลื่อนสู่สังคมแห่งความรู้ ในคลื่นลูกที่สี่ จนพา ไปสู่สังคมแห่งปัญญาของคลื่นลูกที่ห้า ในศตวรรษ ที่ 21 ที่จะมาถึงนี้ สังคม ใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้ สำเร็จ สังคม นั้นจะอยู่ต้นแถวของโลกในศตวรรษหน้า

ให้เนื้อหาที่ สำคัญตั้งแต่การวางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ ปรัชญาการมองโลกของมนุษย์ ความสำคัญของความคิดและปัญญา และได้นำเสนอลักษณะของเมธีในศตวรรษที่ 21 ทั้งในส่วนของ "ประชาเมธี" และ "ปราชญาธิบดี" จากนั้นได้นำเสนอแนวคิดการสร้างปราชญสังคมผ่านการปฏิรูปประเทศไทยอย่างครบ วงจร โดยเน้นการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ พร้อมๆ กับการปรับกระบวนทัศน์ทางสังคมด้านต่างๆ ให้สามารถนำสังคมสู่ศตวรรษแห่งการรังสรรค์ทางปัญญาต่อไป

หากคลื่อ นลูกที่ 3 ของ Alvin Toffler คือ การปฏิวัติข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ โดยมีเทคโนโลยีด้านสารสนเทศและการสื่อสารเป็นหัวขบวนแล้วอะไรคือคลื่นลูกที่ สี่ ? ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.ช่วงระหว่างยุคก่อนประวัติ ศาสตร์กับคลื่นลูกที่หนึ่งใช้วเวลาหลายหมื่นปีและจากคลื่นลูกที่หนึ่งมา คลื่นลูกที่สองใช้เวลาประมาณ 5 พันปีแต่ระยะห่าง ระหว่างคลื่นลูกที่ 2 กับคลื่นลูกที่ 3 กลับใช้เวลาเพียงสองร้อยกว่าปี

2.คลื่น แต่ละลูก เชี่ยมโยงกันอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างทักษะการล่าสัตว์และการเก็บผักผลไม้ตามป่าทำให้มนุษย์มีองค์ความ รู้การเกษตร (คลื่อนลูกที่หนึ่ง) และเมื่อผลผลิตการเกษตรมีมากขึ้นอุตสาหกรรมแปรรูปจึงเกิดขึ้น (คลื่นลูกที่สอง)

เมื่อเกิดความ หลากหลายในรูปแบบของตัวผลิตภัณฑ์ มนุษย์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์นั้น มนุษย์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์นั้น (คลื่นลูกที่สาม) และเมื่อข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่สู่สายตาของสารธารณะอย่างต่อเนื่องและเป็น ระบบ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ การแตกแขนงของปัญญา ที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของภูมิภาค

Maynard และ Mehrtens ได้ตั้งข้อสังเกตถึงปรากฏการณ์ทางสังคม ที่

กำลังเกิดขึ้นในกลุ่ม ประเทศที่หนึ่งว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกที่สี่เช่น

1.การยก เลิกเทคโนโลยีต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมอันเป็นผลพวงจากคลื่นลูกที่สองและคลื่นลูกที่สาม
2.การ เสื่อมถอยของสังคมมนุษย์อันเนื่องมาจากพัฒนาเทคโนโลยีที่ปราศจากศีลธรรม
3.การ ติดต่อสื่อสารที่ไร้พรมแดน
4.ปรากฏ การสังคมใหม่ในโลกของระบบคอมพิวเตอร์ เสมือนจริง
5.การกระจายตัวของ ข้อมูลข่าวสารแบบไร้พรมแดน
6.การนำเอา แนววามคิดในเชิงปรัชญากลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาบังคับในสถานศึกษา
7.การ อุบัติขึ้นของความคิดที่หลากหลาย
8.ความต้องการองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพิ่มมากขึ้น
9.การลิดรอนอำนาจสูลสุดในการปกครองประเทศโดยกระแสท้องถิ่น นิยม


คลื่น แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

คลื่น แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

http://1.3qdc.com/old/raiwan/2006/10/att02061cc.jpg

วันที่ 4-5 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา ผมในฐานะตัวแทนสื่อจากนิตยสาร Go Training ได้ไปร่วมงาน “Thailand Open Memory Championships and Mind Map Festival 2008” ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เทศกาลนี้ถูกจัดเป็น 3 ส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือการแข่งขันความจำซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อหาผู้ชนะ เลิศไปแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกในปลายปีนี้ ส่วนที่สองคือการเปิดตัว Mind Map ที่ยาวที่สุดใน โลกโดยความร่วมมือกันของหน่วยงานหลายแห่งในเมืองไทยเพื่อบันทึกลงใน Guinness World Records และส่วนสุดท้ายเป็นการสัมมนาและจัดประกวด Mind Map (ผู้ที่สนใจใน Mind Map สามารถ ติดต่ออาจารย์ธัญญาหรืออาจารญ์ขวัญฤดี ผลอนันต์ ที่ www.mindmap.in.th ครับ)

ผู้ที่กล่าว Keynote เพื่อเปิดสัมมนา Mind Map คือ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการและนักคิดระดับชาติ อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้กล่าวปาฐกในเรื่อง “คลื่น แห่งการเปลี่ยนของโลก” โดยต่อยอดแนวคิดของ Alvin Tofler (นักอนาคตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ The Third Wave) โดยผมขออนุญาตเขียนสรุปใจความของคลื่นลูกต่างๆ ตามที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ให้เพื่อนๆ ลองอ่านดังต่อไปนี้ครับ

คลื่น ลูกที่ 1 “สังคมเกษตรกรรม” ปัจจัยแห่งยุคคือที่ดิน ผู้นำทางสังคมหรือผู้นำแห่งยุคคือจอมพล ผู้กุมอำนาจทหารเพื่อปกป้องปัจจัย และหาปัจจัยใหม่ให้สังคมของตน ยุคนี้เป็นยุคที่พ่อค้าวานิช จะหลบซ่อนอยู่หลังทหาร

คลื่นลูกที่ 2 “สังคมอุตสาหกรรม” ปัจจัยแห่งยุคคือทุน เครื่องมือแห่งยุคได้แก่เครื่องจักร เครื่องกลต่างๆ หลังจากที่มีการคิดค้นสร้างเครื่องจักรไอน้ำ โลกเราก็เข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม มีการสร้างถนน และสาธารณูปโภคต่างๆ การเดินทางไปมาหาสู่กันของคนมีมากขึ้นเนื่องจากการคมนาคมสะดวกขี้น ภาษาท้องถิ่นเริ่มมีบทบาทน้อยลง ในขณะที่ผู้คนหันมาเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาสากล เพื่อง่ายและมีประสิทธิผลในสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ยุคนี้เป็นยุคที่ทหารจะซ่อนอยู่หลังนายทุน พ่อค้า นักธุรกิจ

คลื่น ลูกที่ 3 “สังคมแห่งข้อมูล” ปัจจัยแห่งยุคคือข้อมูล เครื่องมือแห่งยุคือ IT สิ่งต่างๆ ในยุคนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลก่อนจะได้เปรียบในการแข่งขัน ตัวอย่างง่ายๆ เช่นใครที่รู้ก่อนว่าถนนจะตัดไปทางไหน ก็จะไปกว้านซื้อที่ดินแถบนั้นเพื่อเก็งกำไร ซึ่งผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทำธุรกิจแบบดั้งเดิมหลายเท่าตัวเสียอีก หรือ การที่ Microsoft เติบโตแซงหน้า GE และ บริษัทรถยนต์เครื่องจักรยักษ์ใหญ่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เป็นต้น

คลื่นลูกที่ 4 “สังคมแห่งองค์ความรู้” ปัจจัยแห่งยุคคือความรู้ เครื่องมือแห่งยุคคือศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น nanotechnology, biotechnology, pharmaceutical เป็นต้น เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้ยกตัวอย่างว่าปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประชากรเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นสังคมของคลื่นลูกที่ 1 ประชากรถึง 70% นั้นอยู่ในคลื่นลูกที่ 4 และประชากรส่วนที่เหลืออยู่ในสังคมคลื่นลูกที่ 2 และ 3

คลื่นลูกที่ 5 “สังคมแห่งปัญญา” หรือที่อาจารย์เกรียงศักดิ์เรียกว่า “ปราชญสังคม” เป็นยุคของนักคิด การบูรณาการความรู้และใช้ปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สังคมใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้สำเร็จ สังคมนั้นจะอยู่ต้นแถวของโลก

อาจารย์เกรียงศักดิ์พูดถึงคลื่น ลูกที่ 5 ไว้เพียงเท่านี้ ทิ้งให้ผมและผู้ฟังในวันนั้นต้องอารมณ์ค้างไปค้นคว้าหาอ่านต่อในหนังสือ “คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม” ผม ไม่ได้ค่าโฆษณาขายหนังสือนะครับ แต่ยังไงก็จะไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน แล้วจะมาเขียนให้เพื่อนๆ อ่านอีกทีว่าคลื่นลูกที่ 5 นี้เป็นอย่างไร....สวัสดีครับ

โดย SutinTan

จากแนวคิดคลื่นลูกที่ห้าสู่วิสัยทัศน์การ สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งปัญญา

จากแนวคิดคลื่นลูกที่ห้าสู่วิสัยทัศน์การ สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งปัญญา

ไม่ว่าจะใช้สำนักคิดใด เป้าหมายในการพัฒนาประเทศหรือแม้แต่การพัฒนาเมืองก็ล้วนมีเป้าหมายสุดท้าย คือคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งเงื่อนไขจำเป็นหนึ่งของการที่ประชากรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือสังคมจะ ต้องมีประสิทธิภาพในการผลิต (Productive society) ผลผลิตทุกอย่างย่อมเกิดจากการนำ “ปัจจัยการผลิต” มาผ่านกระบวนการผลิต ดังนั้นสังคมหนึ่งจะยืนอยู่แถวหน้าในฐานะที่มีศักยภาพในการผลิตสูงได้นั้นก็ จะต้องเป็นเจ้าแห่งปัจจัยการผลิตที่สำคัญต่อรูปแบบการผลิตของยุคนั้นๆ

ความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของกรุงเทพมหานครล้วนได้มาโดยการได้ครอบครองปัจจัย แห่งยุคโดย “บังเอิญ” ไม่ได้เกิดจากการวางแผนอย่างตั้งใจ เมื่อประมาณ 500 กว่าปีที่แล้ว “บางกอก” สามารถถือกำเนิดเป็นเมืองได้ เนื่องจากบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีในปัจจุบันนั้นมีความพอเหมาะพอ ดีทั้งในแง่ของภูมิประเทศที่สามารถให้เรือมาจอดเทียบท่าได้ และในแง่ของทำเลที่ตั้งที่อยู่ระหว่างอยุธยาที่เจริญรุ่งเรืองและปากแม่ น้ำ เมื่อแรกสร้างเมืองนั้นบางกอกจึงทำหน้าที่เป็น “ศุลกากร” ของกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำก็ทำให้บางกอกสามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วย เกษตรกรรม
บนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจาก “คลื่นลูกที่หนึ่ง” หรือเกษตรกรรมมาสู่ “คลื่นลูกที่สอง” หรือเป็นอุตสาหกรรมนั้น แม้กรุงเทพมหานครจะสามารถปรับตัวได้อย่างสวยงาม แต่ความสำเร็จของกรุงเทพมหานครในการดึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็นสำหรับ อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มาจากบริบทภายนอกที่เอื้ออำนวย มากกว่าที่จะมาจากการวางแผน



ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างน้อยสองชนิดสำหรับอุตสาหกรรมคือทุนทางกายภาพและ แรงงานราคาถูก ในด้านทุนทางกายภาพ เช่น เครื่องจักร นั้น กรุงเทพ “บังเอิญ” ได้รับอานิสงค์จากญี่ปุ่นซึ่งจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตหลังข้อตกลง Plaza Accord กรุงเทพซึ่งดูเป็นเมืองที่พร้อมที่สุดในตอนนั้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อน บ้านจึงเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนชั้นดี ส่วนในด้านแรงงานนั้น กรุงเทพมีฐานะเป็นหัวหอกของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ จึงสามารถดึงแรงงานราคาถูกจากภูมิภาคซึ่งยังติดอยู่ใน “คลื่นลูกที่หนึ่ง” ด้วยความต่างของค่าจ้างอย่างชัดเจน

เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว กรุงเทพพยายามที่จะเกาะกระแสของ “คลื่นลูกที่สาม” เพื่อจะเป็นสังคมแห่งข้อมูลสารสนเทศ รัฐบาลกลางได้ตั้งเป้าให้กรุงเทพเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยก่อตั้งกรุงเทพวิเทศธนกิจ (BIBF) ในปี 2535 ด้วยการขาดเงื่อนไขจำเป็นเช่นการมีกฎระเบียบเพื่อควบคุมพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ของสถาบันการเงิน ภาพที่ฝันไว้สวยหรูจึงพังทลายอย่างไม่มีชิ้นดีในเวลาเพียง 5 ปี และนั่นเป็นสัญญาณแรกที่บอกให้รู้ว่าโอกาสและกรุงเทพกำลังจะหมดลง

มีบางคนเคยกล่าวว่าวิกฤติการณ์การเงินและเศรษฐกิจปี 2540 เป็นการปลุกให้คนไทย (รวมทั้งคนกรุงเทพ) ตื่นขึ้นมาจากความฝันอันสวยหรูเพื่อรับรู้ความเป็นจริง คำพูดนี้อาจจะถูกต้อง ผมคิดว่าเราที่ส่วนใหญ่มีฐานะเป็นคนกรุงเทพนั้น ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าความ “บังเอิญ” ที่กำลังจะลาจากเราไป และถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงที่ไม่น่าอภิรมย์นักอันกำลังถาโถมมาภายในปี 2020 นี้

ปัจจัยที่เคยหนุนให้กรุงเทพรุ่งเรืองใน “คลื่นลูกที่สอง” หรือเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนั้นกำลังจะหายไป สำหรับปัจจัยด้านกำลังแรงงานนั้น ประเทศไทยรวมทั้งกรุงเทพกำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Population) จากการฉายภาพประชากรไทยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสถาบันวิจัยประชากร และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สัดส่วนประชากรในเขตกทม.ที่อายุเกิน 60 ปี จะเพิ่มจากร้อยละ 9.6 ในปี 2008 เป็นร้อยละ 16.9 ของประชากรในกรุงเทพทั้งหมดในปี 2020 ซึ่งถือว่าเพิ่มเกือบ 2 เท่า พร้อมๆ กับภาวะที่ประชากรวัยทำงาน (15-60 ปี) มีจำนวนลดลง และมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 70.4 ในปี 2008 เหลือร้อยละ 65.4 ในปี 2020

ปรากฏการณ์สังคมผู้สูงอายุนั้นมีผู้ศึกษาและพูดถึงประเด็นเรื่องปัญหา สวัสดิการผู้สูงอายุไปมากแล้ว แต่ปรากฏการณ์นี้ยังมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ “หน้าต่างแห่งโอกาส” (window of opportunity) ของประเทศไทยและกรุงเทพกำลังจะปิดลงภายในปี 2020 เนื่องจากประเทศจะขาดแรงงานในวัยหนุ่มสาวเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ความจริงแล้วปฐมบทของสิ่งที่ผมคาดการณ์นั้นได้เริ่มไปแล้ว เราได้เห็นอัตราการว่างงานที่ต่ำเพียงร้อยละ 1 ซึ่งอาจถือว่าต่ำที่สุดในโลก เราได้เห็นการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างชาติเพื่อชดเชยการขาดแคลนแรงงาน ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงขึ้นอีกมากในปี 2020

สำหรับปัจจัยด้านทุนกายภาพนั้น เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในโลกแล้วกรุงเทพไม่ใช่เมืองที่มีเงินถุงเงินถัง ทุนทางภายภาพจำนวนมากในกรุงเทพจึงมีเหตุมาจากการไหลเข้าของทุนต่างประเทศ แต่ปัจจุบันกรุงเทพมีคู่แข่งในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นมาก มายกว่าช่วงปลายทศวรรษ 80’s ถึงต้นทศวรรษ 90’s เราจึงหวังให้ภายในปี 2020 มีเหตุการณ์แบบช่วงนั้นอีกคงจะไม่ได้

กรุงเทพได้ก้าวผ่านคลื่นลูกที่หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังสับสนปนเประหว่างคลื่นลูกที่สองและลูกที่สามซึ่งก็กำลังจะผ่านไป เช่นกัน ผมมองเห็นคลื่นลูกที่สี่และลูกที่ห้าที่กำลังตามมาติดๆ กันและคงเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึง

ในอดีตกาล บางสังคมเคยวัดความร่ำรวยของคนจากจำนวนวัวหรือแกะ แต่เมื่อเกิดการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและปศุสัตว์แบบ Mass Production วัวหรือแกะก็กลายเป็นของสามัญที่คนกินกันทุกวันและไม่มีความหมายอันใด สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมมาเป็นยุคอุตสาหกรรม และในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เราก็เห็นชัดเจนว่าทิศทางของความมั่งคั่งเปลี่ยน จากเจ้าของทุนกายภาพ เช่น เจ้าของโรงงาน มาเป็นผู้กุมช่องทางการไหลของการติดต่อสื่อสาร เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และมาเป็นอินเตอร์เน็ตในที่สุด นี่เป็นการสะท้อนจุดสูงสุดของคลื่นลูกที่สามหรือสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยแห่งยุค นั่นก็คือ “สื่อ” จึงได้ครอบครองความมั่งคั่งและอำนาจ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าคลื่นลูกสามกำลังจะซาไป สมัยก่อนข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง แต่ปัจจุบันผมคิดว่ากำลังจะเกิด “การล้นทะลักของข้อมูลข่าวสาร” ข้อมูลข่าวสารเริ่มเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ เช่น เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีทางอินเทอร์เน็ตทำให้ปัจจุบันคนรู้ข่าวได้ไวมาก สถานีโทรทัศน์มิได้ผูกขาดในการเสนอข้อมูลอีกต่อไป และจะเข้าสู่คลื่นลูกที่สี่หรือ “สังคมแห่งความรู้” และสุดท้ายจะถึงคลื่นลูกที่ห้าหรือ “สังคมแห่งปัญญา” ในที่สุด
ในสังคมแห่งความรู้นั้นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอะไรใหม่ๆ จะเป็นมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เงินทุนจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปเพราะเงินทุนในโลกซึ่งมีอยู่มหาศาลจะไหลไป สู่คนที่มีความคิดที่ยอดเยี่ยม เช่นเราเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard ที่คิดเว็บไซต์ที่อำนวยความสะดวกในการติดต่อกับเพื่อนอย่าง Facebook ก็กลายเป็นเศรษฐีได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งผมเชื่อว่าในปี 2020 เศรษฐกิจในลักษณะนี้ซึ่งเรียกว่า “Creative Economy” จะกลายเป็นกระแสของเศรษฐกิจโลก หลังจากนั้นจะตามมาด้วยสังคมแห่งปัญญานั้นหมายรวมถึงการที่ “ความรู้คู่คุณธรรม” เพราะผมเชื่อว่าลึกที่สุดแล้ว มนุษย์แสวงหา “แบบแห่งความดี ความงาม และความจริง” ในที่สุด


หากผู้บริหารกรุงเทพมหานครอยากให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ทัดเทียมกับเมืองอื่นของโลก เงื่อนไขจำเป็นก็คือการมีเศรษฐกิจที่ได้รับการพัฒนาให้รุดหน้าซึ่งจะเอื้อ ให้มีทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามมาได้ แต่ทั้งนี้ตัวการพัฒนาเศรษฐกิจเองต้องมิใช่กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา สังคมและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมาเสียเอง

ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าการตั้งวิสัยทัศน์เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเจ้า “ปัจจัยแห่งยุค” เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และขอยืนยันว่าการทำให้คนกรุงเทพโดยเฉพาะเด็กกรุงเทพคิดเป็นและมีความคิด สร้างสรรค์พร้อมด้วยคุณธรรมนั้นไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายที่ดีอันหนึ่ง แต่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเป็นคานงัดเพื่อจะเปลี่ยนกรุงเทพของเราในอนาคต

ดังนั้นในแง่ของการออกแบบนโยบายนั้น ต้องมีนโยบายจำนวนมากเพื่อสร้างระบบที่จะกระตุ้นให้เด็กกรุงเทพฯ แสวงหาการเรียนรู้และมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น ต้องมีการจัดแข่งขันระดับชาติประจำปีในทุกแขนงวิชาและสาขาทักษะอย่างยิ่ง ใหญ่เพื่อจูงใจให้เด็กเกิดความอยากพัฒนาตนเองให้เป็นเลิศในด้านของตน เป็นต้น รวมทั้งการสร้างระบบเพื่อทำให้ “คนทำดีได้ดี” เช่น การพัฒนาให้มีสมุดพกความดีขึ้นมานอกเหนือจากเกรดเฉลี่ย นี่เป็นเพียงตัวอย่างน้อยนิดของนโยบายที่จะสนับสนุนให้คนกรุงเทพมีความรู้ และปัญญา
ผมฝันอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งปัญญาครับ


วันที่ : 8 ธันวาคม 2552

ความสลับซับซ้อนของ ระบบเศรษฐกิจและความ มั่งคั่งของชาติ

ความสลับซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจและความ มั่งคั่งของชาติ

เราคงเคยได้ยินมาว่าประเทศที่จะได้ประโยชน์และมั่งคั่งจากการทำการค้า ระหว่างประเทศ คือ ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ (Specialization) ในการผลิตสินค้าใดสินค้าหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ มีงานศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับความสลับซับซ้อน (Complexity) ทางเศรษฐกิจได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไป


ที่มาของภาพ http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142570.jpg


ผมมีโอกาสได้อ่านงานศึกษาของศาสตราจารย์ริคาร์โด เฮาส์แมนน์ ซึ่งอยู่ที่ Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และซีซาร์ ฮิดัลโก ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องความสลับซับซ้อนทางเศรษฐกิจกับความมั่งคั่งของ ประเทศ (ใน Harvard Magazine ฉบับ March-April 2010) โดยงานชิ้นนี้เป็นการต่อยอดงานศึกษาก่อนหน้านี้ของพวกเขาเกี่ยวกับการทำ แผนที่ระยะห่างของสินค้า (Product Space) ซึ่งระบุตำแหน่งคลัสเตอร์ของกลุ่มสินค้าตามความเชื่อมโยงของมัน (ผมได้เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความชื่อ “ทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้... นัยต่อการกำหนดทิศทางประเทศ” ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2550)

ในงานศึกษาใหม่นี้เฮาส์แมนน์และฮิดัลโกใช้วิธีทางเน็ตเวิร์คไซน์ (Network Science) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่อาศัยการตรวจสอบเครือข่ายความเชื่อมโยงในระบบที่มี ความสลับซับซ้อน โดยพิจารณาจากความหลากหลายและความหายากของสินค้าส่งออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมของระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่าการพิจารณาเพียงการเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เรามองไม่เห็นข้อมูลที่สำคัญ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจ

ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ร่ำรวยส่วนใหญ่ คือ ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ภาคธุรกิจในแต่ละองค์กรนั้นมีความชำนาญเฉพาะทาง แต่ภาพรวมประเทศนั้นผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย

คำถามคือเหตุใดความสลับซับซ้อนจึงมีส่วนเชื่อมโยงกับความมั่งคั่งของประเทศ? ทั้งสองอธิบายว่าประเทศต่างๆ นั้นมีความแตกต่างกันในความสามารถในการผลิต ในขณะเดียวกันสินค้าต่างๆ ต้องการความสามารถในการผลิตที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่า ไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าในปริมาณที่มากกว่า แต่ยังสามารถผลิตสินค้าชนิดที่มีน้อยประเทศที่สามารถผลิตได้ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่จะสะสมความสามารถในการผลิตที่ มีความซับซ้อน เช่น ความสามารถในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากนั้นจึงเริ่มพัฒนาสินค้าใหม่ที่จำเป็นต้องใช้ความสามารถนั้นอย่าง เชี่ยวชาญ ทำให้เมื่อประเทศเหล่านี้ได้สะสมและเพิ่มเติมความสามารถใหม่เข้าไป จึงสามารถที่จะผลิตสินค้าใหม่ได้มากชนิดขึ้น จากการนำความสามารถที่เพิ่มขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับความสามารถที่มีอยู่เดิม ในขณะที่การเพิ่มความสามารถใหม่เข้าไปในประเทศที่มีความสามารถเดิมเพียงเล็ก น้อยหรือไม่ซับซ้อนนั้น อาจไม่ช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตสินค้าใหม่มากนัก เนื่องจากความสามารถที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่สามารถสนับสนุนความสามารถเดิมที่มี อยู่เท่าที่ควร

จากงานวิจัยของเฮาส์แมนน์และฮิดัลโกนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกรณีของ ประเทศไทยได้ นั่นคือ หากประเทศไทยอยากจะพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ อยากสร้างความมั่งคั่งให้มากกว่าที่ผ่านมา การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นเรื่อง สำคัญ

ผมคิดว่าปัจจุบันไทยยังไม่ชัดเจนในจุดแข็งของตัวเองว่าแท้จริงแล้ว อุตสาหกรรมใดของประเทศที่เก่งที่สุด ภาครัฐเองจึงควรศึกษาอย่างจริงจังเพื่อค้นหาอุตสาหกรรมซึ่งไทยเก่งที่สุด รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชื่อมโยงได้มากที่สุด จากนั้นต้องเร่งในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมนั้นอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่การผลิตสินค้าที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประเทศได้ประโยชน์มากขึ้น จากการค่อยๆ เพิ่มเติมขีดความสามารถในการผลิตใหม่เข้าไป นอกจากนี้ภาครัฐควรผลักดันเรื่องคลัสเตอร์อย่างจริงจัง เพื่อหาทางสร้างความเชื่อมโยงและประสานความสามารถที่มีของอุตสาหกรรมหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ไม่เพียงแต่มองเป็นรายอุตสาหกรรมเท่านั้น

ในยุคการค้าเสรีที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกมีความรุนแรงมากขึ้น ถือเป็นทั้งโอกาสและจุดเสี่ยงของประเทศ หากเราไม่มีการพัฒนาและขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปตามธรรมชาติ จะทำให้ประเทศนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์จากประตูที่เปิดกว้างขึ้นแล้ว แต่อาจจะต้องเสียประโยชน์ให้กับประเทศอื่นที่เข้ามาหาประโยชน์จากเราด้วย

** นำมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ : 16 มีนาคม 2553


วันที่ : 18 มีนาคม 2553

แนะนำหนังสือ ผ่าอนาคตประเทศไทย : ก้าวข้ามผ่านยุทธการการแบ่งสี

แนะนำหนังสือ ผ่าอนาคตประเทศไทย : ก้าวข้ามผ่านยุทธการการแบ่งสี


รวมบทวิเคราะห์ของ 14 กูรูชั้นนำ ทั้งภาคการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ไม่ต่างกับ " แผนที่ " ที่จะนำทางคุณไปยังอนาคตได้อย่างปลอดภัย
เพราะได้บอกแนวทางที่จะนำไปปรับใช้ได้อย่างลงตัวเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันคุณ ให้พ้นจาก
" คมเขี้ยวแห่งการเปลี่ยนแปลง " ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ผลงานของคุณเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป หัวหน้าข่าวภูมิภาค นสพ. Traveller เรียบเรียง


ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.kriengsak.com/download/thailandfuture.pdf

ประเทศ ไทยต้อง “ปฏิวัฒน์”


ประเทศไทยต้อง “ปฏิวัฒน์”


“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติก็พ่ายแพ้อยู่ดี”

ผมวิเคราะห์และชี้ให้เห็นบทสรุปต่ออนาคตสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติย่อมพ่ายแพ้อยู่ดี เพราะอนาคตของประเทศไทยในเวลานี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยชนะของฝ่ายใด กลุ่มใด แต่ขึ้นอยู่กับการวางรากฐานประเทศเพื่อ “อนาคต” ….วันนี้เราเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?

เราจำเป็นต้องก้าวข้ามความขัดแย้งในเวลานี้ และมองให้ไกล เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นเพียงการแย่งชิงพื้นที่ของ “ขั้วอำนาจ 2 ขั้ว” โดยใช้มวลชนเป็นฐานยึดโยงอำนาจ ไม่ว่าฝ่ายใดได้อำนาจบริหารประเทศ ประเทศไทยจะเข้าสู่วงจรเดิม ขับเคลื่อนประเทศแบบ “นักการเมือง” ไม่ใช่ “นักสร้างเมือง” ไม่ได้มองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือมวลชนโดยรวมในระยะ เช่นเดียวกับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

ผมได้นำเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ Production Function มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ ตั้งแต่ยุคบรรพกาล มาจนถึงปัจจุบันและอนาคต พบว่า สังคมต่าง ๆ มีทั้งผู้ชนะ-ผู้แพ้ มีประเทศที่ชนะเป็นมหาอำนาจ และประเทศที่แพ้ โดยวิเคราะห์เป็นคลื่นแต่ละยุค ได้บทสรุปสำคัญคือ ใครขี่ยอดคลื่นมาก่อน เป็นผู้ชนะ ใครขี่ยอดคลื่นไม่ได้เป็นผู้แพ้

เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 สังคมเร่ร่อน ผู้ชนะคือ ผู้ที่ล่าสัตว์เก่ง ได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 สังคมการเกษตร ผู้ชนะคือ นักรบ ใครรบเก่ง รุกรานขยายดินแดนได้มากกว่า ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 สังคมอุตสาหกรรม ยุคแรกอังกฤษขี่ยอดคลื่น มาก่อน เพราะเป็นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีอิทธิพลในโลกอย่างมาก จากนั้นประเทศที่มีทุนมากกว่ากลายเป็นประเทศมหาอำนาจ บรรดานายทุน ได้เป็นผู้นำประเทศ ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลก่อนได้เป็นผู้นำแห่งยุค เช่น บิลล์ เกตส์ และประเทศที่ขี่ยอดคลื่นลูกที่สามได้ก่อน กลายเป็นประเทศผู้ชนะ อยู่แนวหน้าของโลก

ขณะนี้ โลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง มีการวิจัยและ พัฒนาในกระบวนการผลิตมาก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งยุค มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย

ในเวลานี้ ประเทศไทยเลือกได้สองอย่าง คือ ชนะ หรือ แพ้

ถ้าเรายังเดินไปเช่นในปัจจุบันนี้ เราจะถอยหลังไปเรื่อย ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรากับญี่ปุ่นพัฒนาใกล้เคียงกัน ไม่นานนักญี่ปุ่นก็แซงหน้าเราไป จากนั้น สมัยสงครามเกาหลี เกาหลียากจนข้นแค้นกว่าเรา เพียงประมาณสองทศวรรษกลับก้าวหน้าทิ้งห่างเราไกล เราถอยลงมาเรื่อย ๆ แข่งกับไต้หวัน แข่งกับสิงคโปร์ แข่งกับมาเลเซีย ประเทศเหล่านี้ ไปไกลกว่าเรามากนัก วันนี้เวียดนามแทบไม่ต้องแข่งกับเราแล้ว เพราะเห็น ๆ อยู่ว่าเราแพ้ คู่แข่งขันต่อไปคงเป็นกัมพูชา และลาวในที่สุด

หากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของโลก จำเป็นต้องก้าวไปขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 นำประเทศเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความ รู้ ด้วยการ “ปฏิวัฒน์ประเทศ” อย่างเร่งด่วน

ปฏิวัฒน์ประเทศ เป็นศัพท์ที่ผมได้บัญญัติขึ้น โดยให้นิยามไว้ว่า หมายถึง การทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ อย่างยั่งยืนและครบถ้วนทุกด้าน

การปฏิวัฒน์ประเทศเป็นการวางรากฐานประเทศครั้งใหญ่ ทั้งระบบ ทั้งประเทศ ทุกเรื่อง ทุกมิติ เช่น การศึกษา สาธารณ สุข อาชีพ ความยากจน ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำเน่า ฯลฯโดยมีองค์ประกอบ ดังนี้

กำหนดกระบวนทัศน์การสร้างชาติ เพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ นั่นคือ การนำประเทศไปสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เป้าหมายต้องครบทุกด้าน อันได้แก่ เศรษฐกิจมั่งคั่งและยั่งยืน การเมืองมีเสรีภาพและ เสถียรภาพ สังคมสมานฉันท์และหลากหลาย โดยจะต้องมีอุดมการณ์แห่งชาติ วิสัยทัศน์แห่งชาติ นโยบายแห่งชาติ วาระแห่งชาติ เพื่อผลประโยชน์ของทุกคนในชาติ ทุกคนในชาติรับรู้ร่วมกัน มองเห็นภาพชัดว่าประเทศไทยกำลังไปในทิศทางใด เพื่อบรรลุเป้าหมายใด เช่น กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในปี 2030 ประเทศไทยไม่มีคนจน ยกเว้นสมัครใจ ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งด้านพลังงานทดแทน ระบบราชการมีประสิทธิภาพติด 1 ใน 10 ของโลก คนรุ่นใหม่สื่อสารได้ 3 ภาษา ประเทศไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่จดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก เป็นต้น

ใช้หลัก “4 ปฏิ” ในการปฏิวัฒน์ประเทศ โดยจัดประเทศไทยเป็น 4 กระบุง กระบุงที่หนึ่ง เรียกว่า ปฏิสังขรณ์ หมายถึง สิ่งที่ยังพอใช้ได้ ให้ซ่อมแซมทําให้กลับคืนใช้ได้เหมือนเดิม กระบุงที่สอง เรียกว่า ปฏิรังสรรค์ หมายถึง สิ่งใดที่องค์ประกอบต่าง ๆ มันยังดีอยู่ แต่ต่อกันผิด ให้นำมาต่อใหม่ให้มันถูก กระบุงที่สาม เรียกว่า ปฏิรูป หมายถึง สิ่งที่หลักการยังดีอยู่ แต่รูปแบบผิด วิธีแก้คือเปลี่ยนรูปแบบให้ตรงกับหลัก เพื่อให้ใช้การได้ เช่น เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการรอบใหม่ และกระบุงที่สี่ การปฏิวัติ การปฏิวัติไม่ใช่รัฐประหาร แต่หมายถึง การเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน เช่นในยุคหน้า เราอาจจำเป็นต้องปฏิวัติการศึกษา

วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในทางแพร่ง เราในฐานะประชาชน คงต้องถามตัวเองว่า เราอยากเป็นพลเมืองของประเทศที่ชนะหรือพ่ายแพ้ ถ้าอยากเป็นผู้ชนะ เราต้องผลักดันให้เกิดการปฏิวัฒน์ประเทศ เราต้องการคนมาวางรากฐานประเทศแบบมีวิสัยทัศน์เหมือนสมัยรัชกาลที่ห้า เพื่อก้าวสู่สังคมคลื่นลูกที่สี่ให้เร็วที่สุด

http://www.siamaraya.com/index.php/article1/1-2010-03-23-12-31-09

ไทยต้อง เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์


ไทยต้องเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของผมในงานสัมมนาที่จัด โดยมหาวิทยาลัยเกริก เรื่อง “ยุคสังคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์: ความฝัน หรือความจริงแห่งอนาคต” ซึ่งนอกจากผมแล้วยังมีวิทยากรหลายท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งปัจจุบันเป็นนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิด ขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการจะเข้าใจทิศทางของประเทศว่าควร จะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือไม่นั้นต้องเข้าใจพัฒนาการทางสังคมโดยรวมเสีย ก่อน ซึ่งผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหลายโอกาสว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลก นั้นมีลักษณะเป็น “คลื่น 7 ลูก” เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 คือ สังคมเร่ร่อน ทักษะสำคัญในยุคนี้ คือ การล่าสัตว์ ดังนั้นผู้ที่ล่าสัตว์เก่งจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 คือ สังคมการเกษตร ซึ่งคนเริ่มตั้งรกราก ปัจจัยที่สำคัญในยุคนั้น คือ ที่ดิน ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการรบเพื่อขยายเขตแดน ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 คือ สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้อังกฤษมีอิทธิพลในโลกอย่างมาก เนื่องจาก มีทักษะที่จำเป็นมากกว่าใครนั่นคือ ความสามารถในการผลิต การค้า และการลงทุน ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค (เช่น บิลล์ เกตส์) ปัจจุบันโลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ทำให้ประเทศที่สามารถใช้ความรู้ในการผลิต มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการผลิตมาก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างสหรัฐ ได้เป็นผู้นำแห่งยุค เนื่องจาก มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐนั้นมีมูลค่าสูงถึง 5 – 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์สูงถึง ร้อยละ 50

ในขณะที่โลกพัฒนามาถึงคลื่นลูกที่ 4 แต่ ประเทศไทยเองยังอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 1 ลูกที่ 2 และ คลื่นลูกที่ 3 ผสมผสานกัน เกิดการต่อสู้และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (คลื่นลูกที่ 2) กับ กลุ่มทุนใหม่ที่มาจากสายโทรคมนาคม (คลื่นลูกที่ 3) ซึ่งมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลมากกว่า ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของ โลก รัฐบาลต้องพยายามขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 หรือพัฒนา ประเทศให้เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เพียงเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น

เศรษฐกิจฐานความรู้ แตกต่างจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจาก ความรู้เกิดจากความสามารถในการคิด ซึ่งการคิดให้ได้ความรู้อย่างครบถ้วนนั้น ต้องอาศัยการคิด 10 มิติ ซึ่งผมได้เขียนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว การคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการคิดมุมหนึ่งใน 10 มิติ เท่านั้น ยังขาดอีก 9 มิติ การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานความ รู้เท่านั้น ซึ่งภาครัฐไม่ควรละเลยมิติอื่นๆ ในการคิดเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยบนพื้นฐานของความรู้ด้วย ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองเป็นเศรษฐกิจฐานความ รู้มากกว่า

สถานการณ์ปัจจุบันจำนวนการจดสิทธิบัตรและทรัพย์สินทาง ปัญญาหรือจำนวนการตีพิมพ์งานวิชาการในวารสารรวมทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดจากการ คิดเองของคนไทยโดยไม่ลอกเลียนต่างชาตินั้นมีน้อยมาก การจะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้นั้นถือเป็นงานหนักของ รัฐบาลที่ต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เช่น

ปฏิรูปคน คนไทยจำนวนมากคิด ไม่เป็น เนื่องจาก ขาดประสบการณ์ และไม่ได้ฝึกฝนการใช้ความคิดมากนัก เนื่องจาก ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ การเรียนและการทำงานส่งนั้นอาศัยการท่องจำและการตัดแปะ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ปริญญา นั้นไร้คุณค่าลงไป คนที่มีปริญญาและไม่มีปริญญาจะไม่ต่างกันมาก นอกจากคิดไม่เป็นแล้วคนไทยยังมีค่านิยมหลายประการที่เป็นอุปสรรค เช่น ความรักสบาย ทำให้ชอบลอกเลียนแบบมากกว่าที่จะคิดเอง เป็นต้น ดังนั้นรัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปคนอย่างจริงจัง

ปฏิรูประบบ ประเทศไทยมีปัญหา เรื่องระบบองค์ความรู้อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลที่นิยามไม่ตรงกัน ไม่ครบถ้วน มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบและค่อนข้างจะต่างคนต่างทำ โดยไม่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้แล้วสิ่งสำคัญ คือ ประเทศไทยขาดระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เห็นได้จากงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ ประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่น เป็นต้น หากเราไม่ปฏิรูปเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์หรือ สร้างความรู้ได้มากนัก เนื่องจาก การขาดองค์ความรู้

ปฏิรูปบริบท สังคม ไทยมีลักษณะหลายประการที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการสร้างความรู้และทำให้คน

ใช้ความคิดมากนัก เช่น สังคมอาวุโส ที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าความเข้าใจ หรือ สังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่อนุญาตให้คนเป็นแกะดำ หรือคิดต่าง เพราะจะมีการให้ร้ายหรือก่อให้เกิดความไม่พอใจ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยม เป็นต้น ลักษณะสังคมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปจากภาครัฐโดยเร่งด่วนเช่น เดียวกัน

ผมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถแข่งขันและเอาตัวรอดได้ใน ระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น หากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ไม่ใช่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นเพียงกระแสนิยมเท่านั้น


http://www.siamaraya.com/index.php/2010-04-02-09-10-13