แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คลื่นลูกทีุ่6 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คลื่นลูกทีุ่6 แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

เอกภาพในความหลากหลาย


เขียนโดย:อดิศร เกษรสมบัติ

สังคมแห่งคุณงามความดีนั้น สำัคัญ!!! เริ่มจากแบบอย่างที่ดีจากตัวเรา ก่อน มันไม่ใช่ภาพฝัน ถ้าเราแต่ละคนเอาจริงกับชีวิต เพื่อมีส่วนในการสร้างชาติจากส่วนดีที่เรามี(เพราะแต่ละคนก็มีความบกพร่องมากบ้างน้อยบ้าง) แต่ให้รวมเอาสิ่งดีของแต่ละคนมาช่วยกันสร้างชาติ ส่วนที่เป็นความบกพร่องนั้นแต่ ละคนนั้นต้องพัฒนาและเปลี่ยน แปลงให้ดียิ่งขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว เราจะเห็น... คนรักกันมากขึ้น เราจะเห็นคนให้อภัยกัน คนโกงชาติน้อยลงจนหมดไป (จะไม่มีนิยามที่ว่าโกงแต่ยังพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้คนรุ่นหลังเลียนแบบอย่างที่ ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เช่น เราจะบอกลูกหลานของเราว่าขโมยเงินพ่อแม่ไม่เป็นไรหรอกขอให้ลูกตั้งใจเรียนก็เป็นพอ คำตอบคงไม่ต้องคิดว่าลูกของเราคนนี้ในอนาคตเค้าจะเป็นอย่างไร?) จะไม่มี2มาตรฐานให้เราเห็นเหมือนที่ี่พี่น้องเสื้อแดง ไม่อยากให้เกิดขึ้น ผมพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่รักชาติ รักพี่น้องเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี พี่น้้องสีลม และทุกคนในประเทศนี้ เพราะอยากให้เราทุกคนตระหนักว่า เราคือคนไทย เลือดไทยไม่ควรมาหลั่งออกเพราะ คนไทยด้วยกัน ผมอยากให้มองถึงวัตถุประสงค์ของความสามัคคีเป็นหลักและช่วยกันสร้างชาติ มีเอกภาพในความหลากหลาย รักกันแม้ในความบกพร่อง มองส่วนดีของกันและกันเสมอ ขอโทษและให้อภัยกัน ผมมีความเชื่อ และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกรุ่น ทุกวัย จะมีโอกาสทำงานเพื่อชาติร่วมกัน ในเร็ววันครับ :>



เขียนโดย:อดิศร เกษรสมบัติ

16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนาม เหนือไทย

ดร.โสภณ พรโชคชัย . (1).
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย .(2).

ตอนนี้เวียดนามกำลัง “ฮิต” ติดตลาด มีคนสนใจไปลงทุนกันมากมาย มีเสน่ห์มากกว่าไทยด้วยซ้ำไป เวียดนามยังไม่อาจไล่ทันไทยใน เร็ววันนี้หรอกครับ (ปลอบใจสักหน่อย) แต่มีศักยภาพที่จะยิ่งใหญ่เหนือไทย ได้ในวันหน้า เราควรสังวรและพิจารณาให้ดี หลายเรื่องเราควร “เอาเยี่ยงกา” มาลองดู กันครับ


1. สนามบินสะดวกกว่าไทย อันที่จริงสนามบินหลายแห่งในประเทศไทยทันสมัยกว่า สนามบินกรุงฮานอยและนครโฮช ิมินห์ แต่ที่เวียดนาม เครื่องบินจอดถึงงวงเสมอ ไม่ต้องต่อรถโค้ชให้เสียอารมณ์ แบบบ้านเรา และที่สำคัญในอีกไม่เกิน 10 ปีข้าง หน้า นครโฮชิมินห์จะมีสนามบินใหม่ที่ ใหญ่กว่าสุวรรณภูมิของเราใน ขณะ นี้เสียอีก

2. คนเวียดนามรักชาติ ไม่ต้องดูอื่นไกล เขานิยมอาหารของเขาเอง ประเภทอาหารแฟชั่น/ขยะของฝรั่ง เข้าไปตีกินในประเทศเขาได้ย าก คุณสมบัติที่ไม่ยอมเป็นเมืองขึ้น (แม้ทางความคิด) กับใครเช่นนี้เชื่อว่าเหนือกว่า “เลือดไทย” ที่ทำท่าจะเจือจางลงทุกวัน

3. “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” คนเวียดนามที่เราเห็นแต่งตัวดูปอนๆนั้น เขาชอบสะสมทอง ว่างๆก็เอามาชื่นชมเล่นเงียบๆ เขาไม่ต้องการทำตัวหรูหรา เพราะ เดี๋ยวถูกเพ่งเล็ง เขามีเงินสะสมไว้มาก แต่ไม่เปิดเผย ซื้อของก็มักใช้เงินสด ซื้อบ้านอาจมีกู้เงิน บ้าง แต่ก็ยังจำกัดมาก ข้อนี้อาจทำให้ระบบการเงินของประเทศไม่หมุน เวียนมากนัก แต่ผมก็ยัง นิยมความมัธยัสถ์มากกว่าการสุรุ่ย สุร่าย สังเกตง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือสนนราคาของอาหารเวียดนามนั้น หาได้ถูกกว่าไทย มาตรฐานค่าครองชีพไม่ได้ต่ำกว่า ไทยเลย นี่แสดงว่าเขามีแหล่งรายได้ที่ ไม่ เปิดเผยหรือรับ job ทำงานพิเศษต่างๆ ไม่ใช่กินแต่เงินเดือนปกติ

4. คนเวียดนามชอบค้าขาย เปิดร้านค้าขายแทบทุกหัวระแหง ในทุกท้องที่มีสินค้าครบถ้วน ไม่ต้องไปเดินห้างใหญ่หรือไม่ต้องไปย่านการค้าใด ด้วยความ นิยมค้าขายโดยสาย เลือดบวกกับความขยันขันแข็ง เช่นนี้ โอกาสที่เวียดนามจะแซงไทยได้ คงไม่ไกลเกินเอื้อม

5. มีขอทานน้อยกว่าไทย ในนครโฮชิมินห์ที่มีประชากรไม่แพ้กรุงเทพมหานคร แต่แทบจะหาขอทานไม่พบ มีแต่คนอุ้มลูกจูงหลานมาขายหมาก ฝรั่ง ให้พอรำคาญเล่น คนใจอ่อนก็อุดหนุนกันไปบ้าง แต่ประเภทเป็นขอทานแท้ๆแทบไม่เคยพบ ทางการเขาเอาจริง จับและกวาดต้อนไปฝึกอาชีพ ไม่ปล่อยให้เกลื่อนถนนแบบไทย ที่มีกระทั่ง ขอทานเขมรมาเพ่นพ่านเต็มไปหมด (น่าอนาถแท้ๆประเทศไทย)

6. (แทบ) ไม่มีปัญหายาเสพติด หรือเด็กเกเร-อันธพาล ที่เวียดนามใครขืนเสพหรือค้ายา เสพติด มีโอกาสเกิดใหม่สูงมาก เขาไม่ค่อยขังให้เปลืองข้าวแดงเสียด้วย ย่านอิทธิพลค้ายาหรือขาใหญ่แบบสลัมเมืองไทย แทบหาไม่ได้ ที่เคยมีก็ถูกรื้อไปสร้างแฟลตกัน แทบหมดแล้ว

7. เศรษฐกิจ “กระดี๊กระด๊า” ดูดีไป หมด! ทั้งนี้เพราะเติบโตปีละ 7-10% มา หลายปี ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เวียดนาม ก็กระอักแบบไทย แต่ฟื้นตัวเร็วกว่าและฟื้นตัวอย่าง มั่นคงกว่าไทยมาก อนาคตของประเทศแลดูสดใส อยู่ในช่วงขาขึ้น มีการพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างขนาน ใหญ่และ ต่อเนื่อง

8. ให้การต้อนรับกระทั่งมหา วิทยาลัยต่างชาติ นี่เป็นมิติที่ขอย้ำถึงการ ส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติใน เวียดนาม มหาวิทยาลัยชั้นนำของต่างประเทศ สามารถเข้าไปตั้งสาขาได้ ผิดกับของไทยที่กีดกันมหาวิทยา ลัยจากต่างประเทศ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งกลัวการออกนอกระบบ เพียงเพราะเกรงใจอาจารย์ที่เป็นข้าราชการจะสูญเสียผลประโยชน์ แต่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของนักศึกษาและประเทศชาติ

9. แทบหา “บ้าน ว่าง” (บ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มีผู้เข้า อยู่) ไม่ได้เลย ที่อยู่อาศัยทุกระดับราคาต่างมี คน เช่าหรือซื้ออยู่อาศัย ที่ว่างมีไม่ถึง 5-10% นี่แสดงว่าความสูญเสียทาง เศรษฐกิจของอสังหาริมทรัพย์แทบ ไม่ปรากฏให้เห็นในเวียดนามเลย

10. ระบบผ่อนบ้านมีหลักประกัน (ของไทยยังล้าหลังกว่า!) ในเวียดนามบ้านสร้างเสร็จก็แสดง ว่าการผ่อนชำระค่าบ้านเสร็จ พอดี ซึ่งเป็นลักษณะ escrow account ที่ ป้องกันไม่ให้ผู้ ประกอบการนำเงินไปหมุนทางอื่นหรือ นำไปซื้อรถเมอร์เซดีส โครงการต้องนำเงินงวดของการผ่อน มาก่อสร้างบ้านจนแล้วเสร็จ และ หากใครจะขอกู้ ก็ต้องติดต่อสถาบันการเงินให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เมื่อสถาบันการเงินตกลง สถาบันการเงินนั้นก็จะผ่อนชำระกับโครงการจน แล้วเสร็จแทนเราต่อไป

11. กล้าย้ายสถานที่ ราชการออกนอกเมือง แล้วนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือหรืออื่นๆ ในฟิลิปปินส์ ถึงขนาดย้ายค่ายทหารออกไปนอกเมือง เพื่อนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนาเพื่อ ประโยชน์ของประเทศชาติ แต่สำหรับไทย คงทำไม่ได้เพราะ “เขตทหารห้ามเข้า” (ฮา) หรือเพราะเรามัก “เจาะ ยาง” ด้วยการตีขลุมว่า ขืนเอาทรัพย์สินไปหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ อาจเกิดการการฉ้อราษฎร์บังหลวง นี่คือกระบวนการกีดกัน/ยับยั้ง ความ เจริญของชาติอย่างแท้จริง

12. กฎหมายเวนคืน ศักดิ์สิทธิ์ ทางราชการ เวียดนามสามารถย้ายชาวบ้านได้ทุกบริเวณที่ต้องการ อาจมีอิดออดบ้าง แต่ต้องไปภายในเวลาที่รวดเร็ว จะมาอ้างรักถิ่นฐาน อนุรักษ์เครือข่ายเพื่อนบ้านหรือรักษาจิตวิญญาณชุมชน ไม่ได้เด็ดขาด และโดยความศักดิ์สิทธิ์นี้เอง พื้นที่แปลงขนาดใหญ่จึงสามารถ นำมาพัฒนา ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ อย่างมี ประสิทธิภาพและทันท่วงที นี่เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวล้ำนำไทยที่ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” เช่นทุกวันนี้

13. กฎหมายมีการปรับ เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว บาง ครั้งแม้แต่ข้าราชการยังตามไม่ทัน แต่เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่ทำให้กฎหมาย สามารถตอบสนองสถานการณ์ใหม่ๆของการพัฒนาประเทศ ไม่เหมือนไทย ที่การแก้ไขกฎหมายเพื่อชาติและ ประชาชน เชื่องช้าเป็นที่สุด เช่น เรามี พรบ.ผังเมืองตั้งแต่ 2475 แต่มีผังเมือง กทม. ฉบับแรกเมื่อปี 2535 หรืออีก 60 ปีถัดมา! เพราะชนชั้นนำของประเทศไม่ต้อง การให้ที่ดิน ของตนเสียผลประโยชน์นั่นเอง .(3).

14. ปราบปรามการฉ้อ ราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง ท่านเชื่อหรือไม่ กัปตันเครื่องบินเวียดนามแอร์ไลน์ ถูกไล่ออกเพียงเพราะซื้อเครื่อง ใช้ไฟฟ้าเข้าประเทศมูลค่าเพียง หลักแสนบาทโดย ไม่ผ่านด่านศุลกากร นักฟุตบอลเวียดนาม 4 คนที่ไปรับสินบนในงานแข่งขันกีฬา ซีเกมส์ที่ ฟิลิปปินส์เมื่อปี 2548 ขณะนี้ยังติดคุกหัวโต อยู่เลย (4). เรื่องนี้ประเทศไทยในยุคคุณธรรม นำการเมือง เทียบอะไรเขาได้หรือไม่

15. การเมืองเวียดนาม มีแต่ความมั่นคง ไม่ มีรัฐประหาร ผมได้รับเชิญจากสมาคมนายธนาคา รมาเลเซีย (Malaysian Investment Bankers Association) ไปพูดที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เขาบอก (เชิงขอบคุณประเทศไทย) ว่า หลังรัฐประหารของไทย มาเลเซียได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ เงินลงทุนแทนที่จะมาไทยกลับไป มาเลเซีย ที่เวียดนามก็เช่นกัน นักลงทุนไปกันมากมาย นักลงทุนทั่วโลกแทบจะข้ามหัวประเทศ ไทยไปหมดเพราะเขาไม่นิยมรัฐประหาร!

16. ข้อสุดท้ายนี้น่ากลัวที่สุดกล่าว คือ เวียดนามกำลังรวมตัว กัน แต่ไทยกำลังจะแตก นับจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา เวียดนามเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นยิ่งๆ ขึ้น คนเวียดนามโพ้นทะเล ส่งเงินกลับบ้านจำนวนมหาศาลถึง 150,000 ล้านบาท .(5). แต่ประเทศไทยของเรากลับกำลังจะ แตก แยก ภาคใต้ไม่แน่ว่าจะต้องปล่อยให้ ปกครองตนเองหรือกลายเป็นประเทศ อิสระในไม่ช้าไม่นานนี้ (โอมเพี้ยง ขอให้เดาผิด) การแตกแยกคุกรุ่นของ คนในประเทศกลับยิ่งเพิ่มขึ้นหลัง รัฐประหาร ไทยกับเวียดนามสวนกระแสกันอย่าง นี้ แล้วไทยจะเหลือหรือ

ผมไม่ได้เชียร์เวียดนาม แต่หวั่นใจว่าไทยเราจะถอยหลัง ก็ได้แต่หวังว่าข้อคิด 16 ข้อนี้จะทำให้เราได้ “เสียว สันหลัง” กันเสียบ้าง ปรองดองกันเถอะครับ จำไว้ว่า “เข่นฆ่ากันทำไม เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งผอง ไทยฆ่าไทย ให้ชาติอื่นครอง วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลาน[ ^_^]” .(6)..

หมายเหตุ
ดร.โสภณ พรโชคชัย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาลเวียดนามด้านการวางระบบการประเมินค่า ทรัพย์สิน ประจำการอยู่ที่กรุงฮานอย แต่ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับอ สังหาริมทรัพย์ในนครอื่นด้วย ดร.โสภณมีอาชีพเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหา ริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้า ไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สิน นานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภา คองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริ กา Email: sopon@thaiappraisal.org




วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

มานะ มานี ปิติ ชูใจ จะเป็นภาพยนตร์แอนนิเมชัน

มานะ มานี ปิติ ชูใจ จะเป็นภาพยนตร์แอนนิเมชัน

ใครยังจำ มานะ มานี ปิติ ชูใจ ได้ยกมือขึ้น

ในที่สุดความฝันของผมที่จะเห็นมานะ มานี เป็นภาพยนตร์แอนนิเมชัน
ก็ใกล้จะเป็นจริงแล้ว ทางอาจารย์รัชนีผู้เขียนมานะมานี ท่านได้มอบลิขสิทธิ์การทำภาพยนตร์

แอนนิเมชันให้ทางทีมงานผมแล้ว และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการทำ pre-production ครับ
ใครยังจำมานะมานี ปิติ ชูใจ ได้ยกมือขึ้น


VN:F [1.2.0_562]
Rating: 0.0/5 (0 votes cast)
Share This  Post

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

ให้พ่อ "เลิกเหล้า" ฝันที่ลูกๆ ส่วนใหญ่ร้องขอ!

ให้พ่อ "เลิกเหล้า" ฝันที่ลูกๆ ส่วนใหญ่ร้องขอ!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์1 เมษายน 2553 18:44 น.
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
เป็นความต่อเนื่องของโครงการ "ใกล้กันอีกนิดนะพ่อ" โดยมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับไปรษณีย์ไทย เผยผลสำรวจความคิดเห็นของลูก ๆ ทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมเขียนจดหมายของโครงการ "เล่าฝัน...วันของหนู อยากให้พ่อรู้จัง" พบว่า ความฝันอันดับหนึ่งของเด็ก ๆ อยากให้พ่อ ลด ละ เลิกเหล้ามากที่สุด รองลงมาอยากให้พ่อเป็นคนดีมีน้ำใจ เลิกสูบบุหรี่ และมีเวลาให้กับครอบครัว ตามลำดับ

ผลสำรวจข้างต้น ถูกเปิดเผยโดย "วันชัย บุญประชา" ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว จากโครงการ "เล่าฝัน...วันของหนู อยากให้พ่อรู้จัง" ที่มีเด็ก และเยาวชนส่งจดหมายและโปสการ์ดเข้าร่วมเล่าฝันให้พ่อ ฟังจำนวนทั้งหมด 7,506 ฉบับ จาก 25 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า ความฝันอันดับหนึ่งของเด็ก ๆ คืออยากให้พ่อ ลด ละ เลิกเหล้า ร้อยละ 12.51 รองลงมาอยากให้พ่อเป็นคนดีมีน้ำใจ ร้อยละ 11.62 อยากให้พ่อเลิกสูบบุหรี่และมีเวลาให้กับครอบครัว ตามลำดับ

แต่เมื่อเปรียบความฝันของเด็กในกรุงเทพมหานคร กับเด็กต่างจังหวัด จะเห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า กลุ่มเด็กที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 30.97 ต้องการให้พ่อเลิกดื่มเหล้า เลิกสูบบุหรี่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นเรื่องที่ลูกอยากให้พ่อมีพฤติกรรมและบุคล ิกภาพที่ดี ร้อยละ 24.52 ถัดมาเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ร้อยละ 21.02 และอยากให้พ่อมีสุขภาพที่ดี ร้อยละ 19.06

นายวันชัย ยังกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันพ่อใน อุดมคติของเด็กต่างจังหวัด อันดับแรกคือ อยากให้พ่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มากขึ้น อาจเป็นเพราะว่าเด็กไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อ หรือพ่อต้องมีภาระหน้าที่ไปทำงานต่างจังหวัด เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 27.10 รองลงมา ลูกอยากให้พ่อมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ร้อย 23.62 อยากให้พ่อเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกอบายมุข ร้อยละ22.78 และอยากให้พ่อมีพฤติกรรมและบุคลิกภาพที่ดี ร้อย 23.62 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพสะท้อนของครอบครัวไทยในปัจจุบันว ่า ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เด็ก ๆ ได้แสดงความต้องการออกมา ถึงแม้ว่าพ่อของพวกเขาจะไม่ได้รับรู้ก็ตาม แต่มันทำให้สังคมได้รับรู้ว่าสถานการณ์ของเด็กไทยอยู ่ในขั้นวิกฤต กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้าง เพราะเด็กมักจะสื่อความในใจออกมาจากการสภาพความเป็นจ ริงที่พบเจออยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่อบายมุข หรือการไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

แรงโน้มถ่วงแห่ง คลื่นลูกที่สาม

แรงโน้มถ่วงแห่ง คลื่นลูกที่สาม 2 เมษายน 2009 2:56 pm

บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : Inspiration, Feature , ตรวจย้อนกลับ

ในทางฟิสิกส์บอกเราเอาไว้ว่า หากสสารมีมวลมาก ๆ แล้วไซร้ มันก็ย่อมจะมีแรงโน้มถ่วงเกิดขึ้น … ไม่มาก ก็น้อย!!!

แรงโน้มถ่วงตรวจจับได้ยาก แต่มีรัศมีทำการที่กว้างไกล ดังนั้น สสารใดที่มีมวลน้อยกว่า ก็ย่อมจะถูกสสารที่มีมวลมากกว่าดึงดูดโน้มถ่วงเอาไว้ … เป็นธรรมดา!

ถ้าเราเปรียบคลื่นทั้งสามลูกที่ ALVIN TOFFLER อธิบายให้เราเข้าใจนั้นเป็นดั่งสสาร มันก็คงจะเป็นสสารที่มีมวลมาก มากจนกระทั่งสามารถเกิดแรงโน้มถ่วงให้มนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเรา เกาะเกี่ยวอยู่กับคลื่นเหล่านั้นไว้ไม่หลุดไปได้ง่าย ๆ

และหากเราอยู่ใกล้คลื่นมากกว่าหนึ่งคลื่น ก็เป็นได้ว่าเราจะถูกคลื่นเหล่านั้นแย่งกันดึงดูดโน้มถ่วงเรา ให้เราเป๋ไปทางซ้ายทีขวาทีก็เป็นได้!!

ภาพข้างล่างผมวาดขึ้น เพื่อจะอธิบายภาวะของแรงโน้มถ่วงของคลื่นแต่ล่ะลูก ซึ่งกระทำต่อมนุษย์อย่างพวกเรา …

คลื่นโน้มถ่วงแห่งคลื่นลูกที่สาม
  1. เกษตรกรยังคงทำงานของพวกเขา โดยอาศัยแรงงานที่ตนเองมี บวกกับแรงงานจากสัตว์พาหนะที่พอจะหามาได้
  2. โรงงานยังคงตั้งหน้าตั้งตาผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตของตนเอง
  3. คอมพิวเตอร์และเครือข่ายโทรคมนาคม ได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนทุกกิจกรรมทางธุรกิจ โดยเน้นหนักไปที่ภาคการบริการเป็นหลัก
  4. โรงงานเริ่มเห็นว่าน่าจะเป็นการดี หากเอาวิถีแห่งการผลิตจำนวนมาก ๆ มาใช้กับเกษตรกรรม ทำให้มีศัพท์ใหม่สุดเท่ห์ที่เรียกว่า “อุตสาหกรรมเกษตร” เกิดขึ้น
  5. การผลิตแบบเฉพาะเจาะจงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น คอมพิวเตอร์และเครือข่ายโทรคมนาคมจึงต้องถูกประยุกต์ใช้ในโรงงาน เพื่อทำให้มีอุตสาหกรรมเจ๋ง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “อุตสาหกรรมสิ่งทอนาโน”, “อุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ” หรือ “อุตสาหกรรมหุ่นยนต์”
  6. เกษตรกรไม่ปลูกพืชบนดิน แต่หันไปปลูกพืชลอยฟ้าแทน อีกทั้งยังใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยควบคุมการฉีดหมอก, รดน้ำ, ให้ปุ๋ย, ปรับความชื้น และปรับแสงแดด … ที่สำคัญ … ความรู้เหล่านี้ล้วนค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตซะด้วยสิ!!!

ทุกวันนี้ผมยังถูกเหนี่ยวนำโดยเส้นแรงเบอร์ (3) อยู่ ในขณะที่เพื่อนของผมบางคนถูกเหนี่ยวนำโดยเส้นแรงเบอร์ (2) และมีเพื่อนบางคนที่ก้าวหน้ากว่าใคร ๆ เพราะถูกเหนี่ยวนำโดยเส้นแรงเบอร์ (6)

แต่สูงสุด ฤ จะคืนสู่สามัญ ไม่ว่าจะเส้นแรงเบอร์ไหน หรือแรงโน้มถ่วงของคลื่นลูกใด ก็ย่อมมีการรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยอยู่ดี ดังนั้น ผมจึงหวังว่าถ้าเส้นแรงเบอร์ (6) เป็นเส้นแรงของอนาคต ก็น่าสนใจเหมือนกันที่เราจะใช้แรงโน้มถ่วงของเส้นแรงเบอร์ (3) เป็นตัวเหวี่ยงให้เราเข้าสู่วงโคจรของเส้นแรงเบอร์ (6) ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก (หากเทียบกับการเหวี่ยงโดยใช้เส้นแรงเบอร์อื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถส่งแรงให้เราถึงจุดหมายได้โดยง่ายดายนัก)

โดยสรุปแล้ว เมื่อคลื่นใดมีแรงโน้มถ่วงน้อยลง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากคลื่นอื่น ๆ จะมีแรงโน้มถ่วงกล้าแข็งขึ้น จนทำให้สนามแรงโน้มถ่วงเกิดการเปลี่ยนแปลง และนำมาซึ่งเส้นแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนไปนั่นเอง

Technorati Tags: , , , ,

คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21


คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21


คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21


สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้ผมก็ขออนุญาตมา Review หนังสือให้เพื่อนๆ อีกเหมือนเคยน่ะครับ วันนี้ก็ เป็นหนังสือของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร แดน ของเราอีกเหมือนเคยน่ะครับ เป็นหนังสือที่ชื่อว่า

ก้าวกระโดดจากสังคมข้อมูลข่าวสาร สู่สังคมของคนใช้ สมอง หนังสือเล่นนี้ได้นำเสนอแนวความคิดการสร้าง ปราชญสังคม หรือสังคมแห่งผู้มีปัญญา สังคมโลกกำลังเคลื่อนสู่สังคมแห่งความรู้ในคลื่นลูกที่สี่ จนพาไปสู่สังคมแห่งปัญญาของคลื่นลูกที่ห้า ในศตวรรษที่ 21 ที่จะมาถึงนี้ สังคมใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้สำเร็จ สังคมนั้นจะอยู่ต้นแถวของโลกในศตวรรษหน้า ก้าวกระโดดจากสังคมข้อมูลข่าวสาร สู่ สังคมของคนใช้ สมอง หนังสือเล่นนี้ได้นำเสนอ แนวความคิดการสร้าง ปราช ญสังคม หรือสังคมแห่งผู้มีปัญญา สังคมโลกกำลัง เคลื่อนสู่สังคมแห่งความรู้ ในคลื่นลูกที่สี่ จนพา ไปสู่สังคมแห่งปัญญาของคลื่นลูกที่ห้า ในศตวรรษ ที่ 21 ที่จะมาถึงนี้ สังคม ใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้ สำเร็จ สังคม นั้นจะอยู่ต้นแถวของโลกในศตวรรษหน้า

ให้เนื้อหาที่ สำคัญตั้งแต่การวางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ ปรัชญาการมองโลกของมนุษย์ ความสำคัญของความคิดและปัญญา และได้นำเสนอลักษณะของเมธีในศตวรรษที่ 21 ทั้งในส่วนของ "ประชาเมธี" และ "ปราชญาธิบดี" จากนั้นได้นำเสนอแนวคิดการสร้างปราชญสังคมผ่านการปฏิรูปประเทศไทยอย่างครบ วงจร โดยเน้นการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ พร้อมๆ กับการปรับกระบวนทัศน์ทางสังคมด้านต่างๆ ให้สามารถนำสังคมสู่ศตวรรษแห่งการรังสรรค์ทางปัญญาต่อไป

หากคลื่อ นลูกที่ 3 ของ Alvin Toffler คือ การปฏิวัติข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ โดยมีเทคโนโลยีด้านสารสนเทศและการสื่อสารเป็นหัวขบวนแล้วอะไรคือคลื่นลูกที่ สี่ ? ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.ช่วงระหว่างยุคก่อนประวัติ ศาสตร์กับคลื่นลูกที่หนึ่งใช้วเวลาหลายหมื่นปีและจากคลื่นลูกที่หนึ่งมา คลื่นลูกที่สองใช้เวลาประมาณ 5 พันปีแต่ระยะห่าง ระหว่างคลื่นลูกที่ 2 กับคลื่นลูกที่ 3 กลับใช้เวลาเพียงสองร้อยกว่าปี

2.คลื่น แต่ละลูก เชี่ยมโยงกันอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างทักษะการล่าสัตว์และการเก็บผักผลไม้ตามป่าทำให้มนุษย์มีองค์ความ รู้การเกษตร (คลื่อนลูกที่หนึ่ง) และเมื่อผลผลิตการเกษตรมีมากขึ้นอุตสาหกรรมแปรรูปจึงเกิดขึ้น (คลื่นลูกที่สอง)

เมื่อเกิดความ หลากหลายในรูปแบบของตัวผลิตภัณฑ์ มนุษย์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์นั้น มนุษย์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์นั้น (คลื่นลูกที่สาม) และเมื่อข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่สู่สายตาของสารธารณะอย่างต่อเนื่องและเป็น ระบบ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ การแตกแขนงของปัญญา ที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของภูมิภาค

Maynard และ Mehrtens ได้ตั้งข้อสังเกตถึงปรากฏการณ์ทางสังคม ที่

กำลังเกิดขึ้นในกลุ่ม ประเทศที่หนึ่งว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกที่สี่เช่น

1.การยก เลิกเทคโนโลยีต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมอันเป็นผลพวงจากคลื่นลูกที่สองและคลื่นลูกที่สาม
2.การ เสื่อมถอยของสังคมมนุษย์อันเนื่องมาจากพัฒนาเทคโนโลยีที่ปราศจากศีลธรรม
3.การ ติดต่อสื่อสารที่ไร้พรมแดน
4.ปรากฏ การสังคมใหม่ในโลกของระบบคอมพิวเตอร์ เสมือนจริง
5.การกระจายตัวของ ข้อมูลข่าวสารแบบไร้พรมแดน
6.การนำเอา แนววามคิดในเชิงปรัชญากลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาบังคับในสถานศึกษา
7.การ อุบัติขึ้นของความคิดที่หลากหลาย
8.ความต้องการองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพิ่มมากขึ้น
9.การลิดรอนอำนาจสูลสุดในการปกครองประเทศโดยกระแสท้องถิ่น นิยม


คลื่น แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

คลื่น แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

http://1.3qdc.com/old/raiwan/2006/10/att02061cc.jpg

วันที่ 4-5 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา ผมในฐานะตัวแทนสื่อจากนิตยสาร Go Training ได้ไปร่วมงาน “Thailand Open Memory Championships and Mind Map Festival 2008” ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เทศกาลนี้ถูกจัดเป็น 3 ส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือการแข่งขันความจำซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อหาผู้ชนะ เลิศไปแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกในปลายปีนี้ ส่วนที่สองคือการเปิดตัว Mind Map ที่ยาวที่สุดใน โลกโดยความร่วมมือกันของหน่วยงานหลายแห่งในเมืองไทยเพื่อบันทึกลงใน Guinness World Records และส่วนสุดท้ายเป็นการสัมมนาและจัดประกวด Mind Map (ผู้ที่สนใจใน Mind Map สามารถ ติดต่ออาจารย์ธัญญาหรืออาจารญ์ขวัญฤดี ผลอนันต์ ที่ www.mindmap.in.th ครับ)

ผู้ที่กล่าว Keynote เพื่อเปิดสัมมนา Mind Map คือ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการและนักคิดระดับชาติ อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้กล่าวปาฐกในเรื่อง คลื่น แห่งการเปลี่ยนของโลกโดยต่อยอดแนวคิดของ Alvin Tofler (นักอนาคตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ The Third Wave) โดยผมขออนุญาตเขียนสรุปใจความของคลื่นลูกต่างๆ ตามที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ให้เพื่อนๆ ลองอ่านดังต่อไปนี้ครับ

คลื่น ลูกที่ 1 สังคมเกษตรกรรม ปัจจัยแห่งยุคคือที่ดิน ผู้นำทางสังคมหรือผู้นำแห่งยุคคือจอมพล ผู้กุมอำนาจทหารเพื่อปกป้องปัจจัย และหาปัจจัยใหม่ให้สังคมของตน ยุคนี้เป็นยุคที่พ่อค้าวานิช จะหลบซ่อนอยู่หลังทหาร

คลื่นลูกที่ 2 “สังคมอุตสาหกรรม ปัจจัยแห่งยุคคือทุน เครื่องมือแห่งยุคได้แก่เครื่องจักร เครื่องกลต่างๆ หลังจากที่มีการคิดค้นสร้างเครื่องจักรไอน้ำ โลกเราก็เข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม มีการสร้างถนน และสาธารณูปโภคต่างๆ การเดินทางไปมาหาสู่กันของคนมีมากขึ้นเนื่องจากการคมนาคมสะดวกขี้น ภาษาท้องถิ่นเริ่มมีบทบาทน้อยลง ในขณะที่ผู้คนหันมาเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาสากล เพื่อง่ายและมีประสิทธิผลในสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ยุคนี้เป็นยุคที่ทหารจะซ่อนอยู่หลังนายทุน พ่อค้า นักธุรกิจ

คลื่น ลูกที่ 3 สังคมแห่งข้อมูล ปัจจัยแห่งยุคคือข้อมูล เครื่องมือแห่งยุคือ IT สิ่งต่างๆ ในยุคนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลก่อนจะได้เปรียบในการแข่งขัน ตัวอย่างง่ายๆ เช่นใครที่รู้ก่อนว่าถนนจะตัดไปทางไหน ก็จะไปกว้านซื้อที่ดินแถบนั้นเพื่อเก็งกำไร ซึ่งผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทำธุรกิจแบบดั้งเดิมหลายเท่าตัวเสียอีก หรือ การที่ Microsoft เติบโตแซงหน้า GE และ บริษัทรถยนต์เครื่องจักรยักษ์ใหญ่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เป็นต้น

คลื่นลูกที่ 4 “สังคมแห่งองค์ความรู้ ปัจจัยแห่งยุคคือความรู้ เครื่องมือแห่งยุคคือศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น nanotechnology, biotechnology, pharmaceutical เป็นต้น เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้ยกตัวอย่างว่าปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประชากรเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นสังคมของคลื่นลูกที่ 1 ประชากรถึง 70% นั้นอยู่ในคลื่นลูกที่ 4 และประชากรส่วนที่เหลืออยู่ในสังคมคลื่นลูกที่ 2 และ 3

คลื่นลูกที่ 5 สังคมแห่งปัญญา หรือที่อาจารย์เกรียงศักดิ์เรียกว่า ปราชญสังคม เป็นยุคของนักคิด การบูรณาการความรู้และใช้ปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สังคมใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้สำเร็จ สังคมนั้นจะอยู่ต้นแถวของโลก

อาจารย์เกรียงศักดิ์พูดถึงคลื่น ลูกที่ 5 ไว้เพียงเท่านี้ ทิ้งให้ผมและผู้ฟังในวันนั้นต้องอารมณ์ค้างไปค้นคว้าหาอ่านต่อในหนังสือ คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม ผม ไม่ได้ค่าโฆษณาขายหนังสือนะครับ แต่ยังไงก็จะไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน แล้วจะมาเขียนให้เพื่อนๆ อ่านอีกทีว่าคลื่นลูกที่ 5 นี้เป็นอย่างไร....สวัสดีครับ

โดย SutinTan

จากแนวคิดคลื่นลูกที่ห้าสู่วิสัยทัศน์การ สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งปัญญา

จากแนวคิดคลื่นลูกที่ห้าสู่วิสัยทัศน์การ สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งปัญญา

ไม่ว่าจะใช้สำนักคิดใด เป้าหมายในการพัฒนาประเทศหรือแม้แต่การพัฒนาเมืองก็ล้วนมีเป้าหมายสุดท้าย คือคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งเงื่อนไขจำเป็นหนึ่งของการที่ประชากรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือสังคมจะ ต้องมีประสิทธิภาพในการผลิต (Productive society) ผลผลิตทุกอย่างย่อมเกิดจากการนำ “ปัจจัยการผลิต” มาผ่านกระบวนการผลิต ดังนั้นสังคมหนึ่งจะยืนอยู่แถวหน้าในฐานะที่มีศักยภาพในการผลิตสูงได้นั้นก็ จะต้องเป็นเจ้าแห่งปัจจัยการผลิตที่สำคัญต่อรูปแบบการผลิตของยุคนั้นๆ

ความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของกรุงเทพมหานครล้วนได้มาโดยการได้ครอบครองปัจจัย แห่งยุคโดย “บังเอิญ” ไม่ได้เกิดจากการวางแผนอย่างตั้งใจ เมื่อประมาณ 500 กว่าปีที่แล้ว “บางกอก” สามารถถือกำเนิดเป็นเมืองได้ เนื่องจากบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีในปัจจุบันนั้นมีความพอเหมาะพอ ดีทั้งในแง่ของภูมิประเทศที่สามารถให้เรือมาจอดเทียบท่าได้ และในแง่ของทำเลที่ตั้งที่อยู่ระหว่างอยุธยาที่เจริญรุ่งเรืองและปากแม่ น้ำ เมื่อแรกสร้างเมืองนั้นบางกอกจึงทำหน้าที่เป็น “ศุลกากร” ของกรุงศรีอยุธยา อีกทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำก็ทำให้บางกอกสามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วย เกษตรกรรม
บนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจาก “คลื่นลูกที่หนึ่ง” หรือเกษตรกรรมมาสู่ “คลื่นลูกที่สอง” หรือเป็นอุตสาหกรรมนั้น แม้กรุงเทพมหานครจะสามารถปรับตัวได้อย่างสวยงาม แต่ความสำเร็จของกรุงเทพมหานครในการดึงปัจจัยการผลิตที่จำเป็นสำหรับ อุตสาหกรรมส่วนใหญ่มาจากบริบทภายนอกที่เอื้ออำนวย มากกว่าที่จะมาจากการวางแผน



ปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างน้อยสองชนิดสำหรับอุตสาหกรรมคือทุนทางกายภาพและ แรงงานราคาถูก ในด้านทุนทางกายภาพ เช่น เครื่องจักร นั้น กรุงเทพ “บังเอิญ” ได้รับอานิสงค์จากญี่ปุ่นซึ่งจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตหลังข้อตกลง Plaza Accord กรุงเทพซึ่งดูเป็นเมืองที่พร้อมที่สุดในตอนนั้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อน บ้านจึงเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนชั้นดี ส่วนในด้านแรงงานนั้น กรุงเทพมีฐานะเป็นหัวหอกของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ จึงสามารถดึงแรงงานราคาถูกจากภูมิภาคซึ่งยังติดอยู่ใน “คลื่นลูกที่หนึ่ง” ด้วยความต่างของค่าจ้างอย่างชัดเจน

เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว กรุงเทพพยายามที่จะเกาะกระแสของ “คลื่นลูกที่สาม” เพื่อจะเป็นสังคมแห่งข้อมูลสารสนเทศ รัฐบาลกลางได้ตั้งเป้าให้กรุงเทพเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยก่อตั้งกรุงเทพวิเทศธนกิจ (BIBF) ในปี 2535 ด้วยการขาดเงื่อนไขจำเป็นเช่นการมีกฎระเบียบเพื่อควบคุมพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง ของสถาบันการเงิน ภาพที่ฝันไว้สวยหรูจึงพังทลายอย่างไม่มีชิ้นดีในเวลาเพียง 5 ปี และนั่นเป็นสัญญาณแรกที่บอกให้รู้ว่าโอกาสและกรุงเทพกำลังจะหมดลง

มีบางคนเคยกล่าวว่าวิกฤติการณ์การเงินและเศรษฐกิจปี 2540 เป็นการปลุกให้คนไทย (รวมทั้งคนกรุงเทพ) ตื่นขึ้นมาจากความฝันอันสวยหรูเพื่อรับรู้ความเป็นจริง คำพูดนี้อาจจะถูกต้อง ผมคิดว่าเราที่ส่วนใหญ่มีฐานะเป็นคนกรุงเทพนั้น ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าความ “บังเอิญ” ที่กำลังจะลาจากเราไป และถูกแทนที่ด้วยความเป็นจริงที่ไม่น่าอภิรมย์นักอันกำลังถาโถมมาภายในปี 2020 นี้

ปัจจัยที่เคยหนุนให้กรุงเทพรุ่งเรืองใน “คลื่นลูกที่สอง” หรือเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนั้นกำลังจะหายไป สำหรับปัจจัยด้านกำลังแรงงานนั้น ประเทศไทยรวมทั้งกรุงเทพกำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Population) จากการฉายภาพประชากรไทยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสถาบันวิจัยประชากร และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สัดส่วนประชากรในเขตกทม.ที่อายุเกิน 60 ปี จะเพิ่มจากร้อยละ 9.6 ในปี 2008 เป็นร้อยละ 16.9 ของประชากรในกรุงเทพทั้งหมดในปี 2020 ซึ่งถือว่าเพิ่มเกือบ 2 เท่า พร้อมๆ กับภาวะที่ประชากรวัยทำงาน (15-60 ปี) มีจำนวนลดลง และมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 70.4 ในปี 2008 เหลือร้อยละ 65.4 ในปี 2020

ปรากฏการณ์สังคมผู้สูงอายุนั้นมีผู้ศึกษาและพูดถึงประเด็นเรื่องปัญหา สวัสดิการผู้สูงอายุไปมากแล้ว แต่ปรากฏการณ์นี้ยังมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ “หน้าต่างแห่งโอกาส” (window of opportunity) ของประเทศไทยและกรุงเทพกำลังจะปิดลงภายในปี 2020 เนื่องจากประเทศจะขาดแรงงานในวัยหนุ่มสาวเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ความจริงแล้วปฐมบทของสิ่งที่ผมคาดการณ์นั้นได้เริ่มไปแล้ว เราได้เห็นอัตราการว่างงานที่ต่ำเพียงร้อยละ 1 ซึ่งอาจถือว่าต่ำที่สุดในโลก เราได้เห็นการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างชาติเพื่อชดเชยการขาดแคลนแรงงาน ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงขึ้นอีกมากในปี 2020

สำหรับปัจจัยด้านทุนกายภาพนั้น เมื่อเทียบกับเมืองอื่นในโลกแล้วกรุงเทพไม่ใช่เมืองที่มีเงินถุงเงินถัง ทุนทางภายภาพจำนวนมากในกรุงเทพจึงมีเหตุมาจากการไหลเข้าของทุนต่างประเทศ แต่ปัจจุบันกรุงเทพมีคู่แข่งในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้นมาก มายกว่าช่วงปลายทศวรรษ 80’s ถึงต้นทศวรรษ 90’s เราจึงหวังให้ภายในปี 2020 มีเหตุการณ์แบบช่วงนั้นอีกคงจะไม่ได้

กรุงเทพได้ก้าวผ่านคลื่นลูกที่หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังสับสนปนเประหว่างคลื่นลูกที่สองและลูกที่สามซึ่งก็กำลังจะผ่านไป เช่นกัน ผมมองเห็นคลื่นลูกที่สี่และลูกที่ห้าที่กำลังตามมาติดๆ กันและคงเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึง

ในอดีตกาล บางสังคมเคยวัดความร่ำรวยของคนจากจำนวนวัวหรือแกะ แต่เมื่อเกิดการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและปศุสัตว์แบบ Mass Production วัวหรือแกะก็กลายเป็นของสามัญที่คนกินกันทุกวันและไม่มีความหมายอันใด สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมมาเป็นยุคอุตสาหกรรม และในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เราก็เห็นชัดเจนว่าทิศทางของความมั่งคั่งเปลี่ยน จากเจ้าของทุนกายภาพ เช่น เจ้าของโรงงาน มาเป็นผู้กุมช่องทางการไหลของการติดต่อสื่อสาร เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ และมาเป็นอินเตอร์เน็ตในที่สุด นี่เป็นการสะท้อนจุดสูงสุดของคลื่นลูกที่สามหรือสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยแห่งยุค นั่นก็คือ “สื่อ” จึงได้ครอบครองความมั่งคั่งและอำนาจ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าคลื่นลูกสามกำลังจะซาไป สมัยก่อนข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง แต่ปัจจุบันผมคิดว่ากำลังจะเกิด “การล้นทะลักของข้อมูลข่าวสาร” ข้อมูลข่าวสารเริ่มเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ เช่น เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีทางอินเทอร์เน็ตทำให้ปัจจุบันคนรู้ข่าวได้ไวมาก สถานีโทรทัศน์มิได้ผูกขาดในการเสนอข้อมูลอีกต่อไป และจะเข้าสู่คลื่นลูกที่สี่หรือ “สังคมแห่งความรู้” และสุดท้ายจะถึงคลื่นลูกที่ห้าหรือ “สังคมแห่งปัญญา” ในที่สุด
ในสังคมแห่งความรู้นั้นคนที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอะไรใหม่ๆ จะเป็นมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เงินทุนจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปเพราะเงินทุนในโลกซึ่งมีอยู่มหาศาลจะไหลไป สู่คนที่มีความคิดที่ยอดเยี่ยม เช่นเราเห็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard ที่คิดเว็บไซต์ที่อำนวยความสะดวกในการติดต่อกับเพื่อนอย่าง Facebook ก็กลายเป็นเศรษฐีได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งผมเชื่อว่าในปี 2020 เศรษฐกิจในลักษณะนี้ซึ่งเรียกว่า “Creative Economy” จะกลายเป็นกระแสของเศรษฐกิจโลก หลังจากนั้นจะตามมาด้วยสังคมแห่งปัญญานั้นหมายรวมถึงการที่ “ความรู้คู่คุณธรรม” เพราะผมเชื่อว่าลึกที่สุดแล้ว มนุษย์แสวงหา “แบบแห่งความดี ความงาม และความจริง” ในที่สุด


หากผู้บริหารกรุงเทพมหานครอยากให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ทัดเทียมกับเมืองอื่นของโลก เงื่อนไขจำเป็นก็คือการมีเศรษฐกิจที่ได้รับการพัฒนาให้รุดหน้าซึ่งจะเอื้อ ให้มีทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามมาได้ แต่ทั้งนี้ตัวการพัฒนาเศรษฐกิจเองต้องมิใช่กลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา สังคมและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ตามมาเสียเอง

ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่าการตั้งวิสัยทัศน์เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเจ้า “ปัจจัยแห่งยุค” เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และขอยืนยันว่าการทำให้คนกรุงเทพโดยเฉพาะเด็กกรุงเทพคิดเป็นและมีความคิด สร้างสรรค์พร้อมด้วยคุณธรรมนั้นไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายที่ดีอันหนึ่ง แต่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะเป็นคานงัดเพื่อจะเปลี่ยนกรุงเทพของเราในอนาคต

ดังนั้นในแง่ของการออกแบบนโยบายนั้น ต้องมีนโยบายจำนวนมากเพื่อสร้างระบบที่จะกระตุ้นให้เด็กกรุงเทพฯ แสวงหาการเรียนรู้และมีความคิดสร้างสรรค์ เช่น ต้องมีการจัดแข่งขันระดับชาติประจำปีในทุกแขนงวิชาและสาขาทักษะอย่างยิ่ง ใหญ่เพื่อจูงใจให้เด็กเกิดความอยากพัฒนาตนเองให้เป็นเลิศในด้านของตน เป็นต้น รวมทั้งการสร้างระบบเพื่อทำให้ “คนทำดีได้ดี” เช่น การพัฒนาให้มีสมุดพกความดีขึ้นมานอกเหนือจากเกรดเฉลี่ย นี่เป็นเพียงตัวอย่างน้อยนิดของนโยบายที่จะสนับสนุนให้คนกรุงเทพมีความรู้ และปัญญา
ผมฝันอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งปัญญาครับ


วันที่ : 8 ธันวาคม 2552

ความสลับซับซ้อนของ ระบบเศรษฐกิจและความ มั่งคั่งของชาติ

ความสลับซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจและความ มั่งคั่งของชาติ

เราคงเคยได้ยินมาว่าประเทศที่จะได้ประโยชน์และมั่งคั่งจากการทำการค้า ระหว่างประเทศ คือ ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ (Specialization) ในการผลิตสินค้าใดสินค้าหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ มีงานศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับความสลับซับซ้อน (Complexity) ทางเศรษฐกิจได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไป


ที่มาของภาพ http://www.vcharkarn.com/uploads/142/142570.jpg


ผมมีโอกาสได้อ่านงานศึกษาของศาสตราจารย์ริคาร์โด เฮาส์แมนน์ ซึ่งอยู่ที่ Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และซีซาร์ ฮิดัลโก ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องความสลับซับซ้อนทางเศรษฐกิจกับความมั่งคั่งของ ประเทศ (ใน Harvard Magazine ฉบับ March-April 2010) โดยงานชิ้นนี้เป็นการต่อยอดงานศึกษาก่อนหน้านี้ของพวกเขาเกี่ยวกับการทำ แผนที่ระยะห่างของสินค้า (Product Space) ซึ่งระบุตำแหน่งคลัสเตอร์ของกลุ่มสินค้าตามความเชื่อมโยงของมัน (ผมได้เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความชื่อ “ทฤษฎีลิงกระโดดต้นไม้... นัยต่อการกำหนดทิศทางประเทศ” ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2550)

ในงานศึกษาใหม่นี้เฮาส์แมนน์และฮิดัลโกใช้วิธีทางเน็ตเวิร์คไซน์ (Network Science) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่อาศัยการตรวจสอบเครือข่ายความเชื่อมโยงในระบบที่มี ความสลับซับซ้อน โดยพิจารณาจากความหลากหลายและความหายากของสินค้าส่งออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมของระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่าการพิจารณาเพียงการเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เรามองไม่เห็นข้อมูลที่สำคัญ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจ

ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ร่ำรวยส่วนใหญ่ คือ ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ภาคธุรกิจในแต่ละองค์กรนั้นมีความชำนาญเฉพาะทาง แต่ภาพรวมประเทศนั้นผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย

คำถามคือเหตุใดความสลับซับซ้อนจึงมีส่วนเชื่อมโยงกับความมั่งคั่งของประเทศ? ทั้งสองอธิบายว่าประเทศต่างๆ นั้นมีความแตกต่างกันในความสามารถในการผลิต ในขณะเดียวกันสินค้าต่างๆ ต้องการความสามารถในการผลิตที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่า ไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าในปริมาณที่มากกว่า แต่ยังสามารถผลิตสินค้าชนิดที่มีน้อยประเทศที่สามารถผลิตได้ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่จะสะสมความสามารถในการผลิตที่ มีความซับซ้อน เช่น ความสามารถในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากนั้นจึงเริ่มพัฒนาสินค้าใหม่ที่จำเป็นต้องใช้ความสามารถนั้นอย่าง เชี่ยวชาญ ทำให้เมื่อประเทศเหล่านี้ได้สะสมและเพิ่มเติมความสามารถใหม่เข้าไป จึงสามารถที่จะผลิตสินค้าใหม่ได้มากชนิดขึ้น จากการนำความสามารถที่เพิ่มขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับความสามารถที่มีอยู่เดิม ในขณะที่การเพิ่มความสามารถใหม่เข้าไปในประเทศที่มีความสามารถเดิมเพียงเล็ก น้อยหรือไม่ซับซ้อนนั้น อาจไม่ช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตสินค้าใหม่มากนัก เนื่องจากความสามารถที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่สามารถสนับสนุนความสามารถเดิมที่มี อยู่เท่าที่ควร

จากงานวิจัยของเฮาส์แมนน์และฮิดัลโกนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกรณีของ ประเทศไทยได้ นั่นคือ หากประเทศไทยอยากจะพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ อยากสร้างความมั่งคั่งให้มากกว่าที่ผ่านมา การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นเรื่อง สำคัญ

ผมคิดว่าปัจจุบันไทยยังไม่ชัดเจนในจุดแข็งของตัวเองว่าแท้จริงแล้ว อุตสาหกรรมใดของประเทศที่เก่งที่สุด ภาครัฐเองจึงควรศึกษาอย่างจริงจังเพื่อค้นหาอุตสาหกรรมซึ่งไทยเก่งที่สุด รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบเชื่อมโยงได้มากที่สุด จากนั้นต้องเร่งในการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมนั้นอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่การผลิตสินค้าที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประเทศได้ประโยชน์มากขึ้น จากการค่อยๆ เพิ่มเติมขีดความสามารถในการผลิตใหม่เข้าไป นอกจากนี้ภาครัฐควรผลักดันเรื่องคลัสเตอร์อย่างจริงจัง เพื่อหาทางสร้างความเชื่อมโยงและประสานความสามารถที่มีของอุตสาหกรรมหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย ไม่เพียงแต่มองเป็นรายอุตสาหกรรมเท่านั้น

ในยุคการค้าเสรีที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกมีความรุนแรงมากขึ้น ถือเป็นทั้งโอกาสและจุดเสี่ยงของประเทศ หากเราไม่มีการพัฒนาและขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปตามธรรมชาติ จะทำให้ประเทศนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์จากประตูที่เปิดกว้างขึ้นแล้ว แต่อาจจะต้องเสียประโยชน์ให้กับประเทศอื่นที่เข้ามาหาประโยชน์จากเราด้วย

** นำมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ : 16 มีนาคม 2553


วันที่ : 18 มีนาคม 2553

แนะนำหนังสือ ผ่าอนาคตประเทศไทย : ก้าวข้ามผ่านยุทธการการแบ่งสี

แนะนำหนังสือ ผ่าอนาคตประเทศไทย : ก้าวข้ามผ่านยุทธการการแบ่งสี


รวมบทวิเคราะห์ของ 14 กูรูชั้นนำ ทั้งภาคการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ ไม่ต่างกับ " แผนที่ " ที่จะนำทางคุณไปยังอนาคตได้อย่างปลอดภัย
เพราะได้บอกแนวทางที่จะนำไปปรับใช้ได้อย่างลงตัวเพื่อเป็นเกราะคุ้มกันคุณ ให้พ้นจาก
" คมเขี้ยวแห่งการเปลี่ยนแปลง " ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ผลงานของคุณเปี่ยมศักดิ์ คุณากรประทีป หัวหน้าข่าวภูมิภาค นสพ. Traveller เรียบเรียง


ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.kriengsak.com/download/thailandfuture.pdf

ประเทศ ไทยต้อง “ปฏิวัฒน์”


ประเทศไทยต้อง “ปฏิวัฒน์”


“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติก็พ่ายแพ้อยู่ดี”

ผมวิเคราะห์และชี้ให้เห็นบทสรุปต่ออนาคตสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติย่อมพ่ายแพ้อยู่ดี เพราะอนาคตของประเทศไทยในเวลานี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยชนะของฝ่ายใด กลุ่มใด แต่ขึ้นอยู่กับการวางรากฐานประเทศเพื่อ “อนาคต” ….วันนี้เราเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?

เราจำเป็นต้องก้าวข้ามความขัดแย้งในเวลานี้ และมองให้ไกล เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นเพียงการแย่งชิงพื้นที่ของ “ขั้วอำนาจ 2 ขั้ว” โดยใช้มวลชนเป็นฐานยึดโยงอำนาจ ไม่ว่าฝ่ายใดได้อำนาจบริหารประเทศ ประเทศไทยจะเข้าสู่วงจรเดิม ขับเคลื่อนประเทศแบบ “นักการเมือง” ไม่ใช่ “นักสร้างเมือง” ไม่ได้มองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือมวลชนโดยรวมในระยะ เช่นเดียวกับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

ผมได้นำเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ Production Function มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ ตั้งแต่ยุคบรรพกาล มาจนถึงปัจจุบันและอนาคต พบว่า สังคมต่าง ๆ มีทั้งผู้ชนะ-ผู้แพ้ มีประเทศที่ชนะเป็นมหาอำนาจ และประเทศที่แพ้ โดยวิเคราะห์เป็นคลื่นแต่ละยุค ได้บทสรุปสำคัญคือ ใครขี่ยอดคลื่นมาก่อน เป็นผู้ชนะ ใครขี่ยอดคลื่นไม่ได้เป็นผู้แพ้

เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 สังคมเร่ร่อน ผู้ชนะคือ ผู้ที่ล่าสัตว์เก่ง ได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 สังคมการเกษตร ผู้ชนะคือ นักรบ ใครรบเก่ง รุกรานขยายดินแดนได้มากกว่า ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 สังคมอุตสาหกรรม ยุคแรกอังกฤษขี่ยอดคลื่น มาก่อน เพราะเป็นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีอิทธิพลในโลกอย่างมาก จากนั้นประเทศที่มีทุนมากกว่ากลายเป็นประเทศมหาอำนาจ บรรดานายทุน ได้เป็นผู้นำประเทศ ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลก่อนได้เป็นผู้นำแห่งยุค เช่น บิลล์ เกตส์ และประเทศที่ขี่ยอดคลื่นลูกที่สามได้ก่อน กลายเป็นประเทศผู้ชนะ อยู่แนวหน้าของโลก

ขณะนี้ โลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง มีการวิจัยและ พัฒนาในกระบวนการผลิตมาก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งยุค มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย

ในเวลานี้ ประเทศไทยเลือกได้สองอย่าง คือ ชนะ หรือ แพ้

ถ้าเรายังเดินไปเช่นในปัจจุบันนี้ เราจะถอยหลังไปเรื่อย ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรากับญี่ปุ่นพัฒนาใกล้เคียงกัน ไม่นานนักญี่ปุ่นก็แซงหน้าเราไป จากนั้น สมัยสงครามเกาหลี เกาหลียากจนข้นแค้นกว่าเรา เพียงประมาณสองทศวรรษกลับก้าวหน้าทิ้งห่างเราไกล เราถอยลงมาเรื่อย ๆ แข่งกับไต้หวัน แข่งกับสิงคโปร์ แข่งกับมาเลเซีย ประเทศเหล่านี้ ไปไกลกว่าเรามากนัก วันนี้เวียดนามแทบไม่ต้องแข่งกับเราแล้ว เพราะเห็น ๆ อยู่ว่าเราแพ้ คู่แข่งขันต่อไปคงเป็นกัมพูชา และลาวในที่สุด

หากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของโลก จำเป็นต้องก้าวไปขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 นำประเทศเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความ รู้ ด้วยการ “ปฏิวัฒน์ประเทศ” อย่างเร่งด่วน

ปฏิวัฒน์ประเทศ เป็นศัพท์ที่ผมได้บัญญัติขึ้น โดยให้นิยามไว้ว่า หมายถึง การทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ อย่างยั่งยืนและครบถ้วนทุกด้าน

การปฏิวัฒน์ประเทศเป็นการวางรากฐานประเทศครั้งใหญ่ ทั้งระบบ ทั้งประเทศ ทุกเรื่อง ทุกมิติ เช่น การศึกษา สาธารณ สุข อาชีพ ความยากจน ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำเน่า ฯลฯโดยมีองค์ประกอบ ดังนี้

กำหนดกระบวนทัศน์การสร้างชาติ เพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ นั่นคือ การนำประเทศไปสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เป้าหมายต้องครบทุกด้าน อันได้แก่ เศรษฐกิจมั่งคั่งและยั่งยืน การเมืองมีเสรีภาพและ เสถียรภาพ สังคมสมานฉันท์และหลากหลาย โดยจะต้องมีอุดมการณ์แห่งชาติ วิสัยทัศน์แห่งชาติ นโยบายแห่งชาติ วาระแห่งชาติ เพื่อผลประโยชน์ของทุกคนในชาติ ทุกคนในชาติรับรู้ร่วมกัน มองเห็นภาพชัดว่าประเทศไทยกำลังไปในทิศทางใด เพื่อบรรลุเป้าหมายใด เช่น กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในปี 2030 ประเทศไทยไม่มีคนจน ยกเว้นสมัครใจ ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งด้านพลังงานทดแทน ระบบราชการมีประสิทธิภาพติด 1 ใน 10 ของโลก คนรุ่นใหม่สื่อสารได้ 3 ภาษา ประเทศไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่จดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก เป็นต้น

ใช้หลัก “4 ปฏิ” ในการปฏิวัฒน์ประเทศ โดยจัดประเทศไทยเป็น 4 กระบุง กระบุงที่หนึ่ง เรียกว่า ปฏิสังขรณ์ หมายถึง สิ่งที่ยังพอใช้ได้ ให้ซ่อมแซมทําให้กลับคืนใช้ได้เหมือนเดิม กระบุงที่สอง เรียกว่า ปฏิรังสรรค์ หมายถึง สิ่งใดที่องค์ประกอบต่าง ๆ มันยังดีอยู่ แต่ต่อกันผิด ให้นำมาต่อใหม่ให้มันถูก กระบุงที่สาม เรียกว่า ปฏิรูป หมายถึง สิ่งที่หลักการยังดีอยู่ แต่รูปแบบผิด วิธีแก้คือเปลี่ยนรูปแบบให้ตรงกับหลัก เพื่อให้ใช้การได้ เช่น เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการรอบใหม่ และกระบุงที่สี่ การปฏิวัติ การปฏิวัติไม่ใช่รัฐประหาร แต่หมายถึง การเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน เช่นในยุคหน้า เราอาจจำเป็นต้องปฏิวัติการศึกษา

วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในทางแพร่ง เราในฐานะประชาชน คงต้องถามตัวเองว่า เราอยากเป็นพลเมืองของประเทศที่ชนะหรือพ่ายแพ้ ถ้าอยากเป็นผู้ชนะ เราต้องผลักดันให้เกิดการปฏิวัฒน์ประเทศ เราต้องการคนมาวางรากฐานประเทศแบบมีวิสัยทัศน์เหมือนสมัยรัชกาลที่ห้า เพื่อก้าวสู่สังคมคลื่นลูกที่สี่ให้เร็วที่สุด

http://www.siamaraya.com/index.php/article1/1-2010-03-23-12-31-09

ไทยต้อง เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์


ไทยต้องเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของผมในงานสัมมนาที่จัด โดยมหาวิทยาลัยเกริก เรื่อง “ยุคสังคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์: ความฝัน หรือความจริงแห่งอนาคต” ซึ่งนอกจากผมแล้วยังมีวิทยากรหลายท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งปัจจุบันเป็นนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิด ขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการจะเข้าใจทิศทางของประเทศว่าควร จะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือไม่นั้นต้องเข้าใจพัฒนาการทางสังคมโดยรวมเสีย ก่อน ซึ่งผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหลายโอกาสว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลก นั้นมีลักษณะเป็น “คลื่น 7 ลูก” เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 คือ สังคมเร่ร่อน ทักษะสำคัญในยุคนี้ คือ การล่าสัตว์ ดังนั้นผู้ที่ล่าสัตว์เก่งจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 คือ สังคมการเกษตร ซึ่งคนเริ่มตั้งรกราก ปัจจัยที่สำคัญในยุคนั้น คือ ที่ดิน ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการรบเพื่อขยายเขตแดน ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 คือ สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้อังกฤษมีอิทธิพลในโลกอย่างมาก เนื่องจาก มีทักษะที่จำเป็นมากกว่าใครนั่นคือ ความสามารถในการผลิต การค้า และการลงทุน ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค (เช่น บิลล์ เกตส์) ปัจจุบันโลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ทำให้ประเทศที่สามารถใช้ความรู้ในการผลิต มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการผลิตมาก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างสหรัฐ ได้เป็นผู้นำแห่งยุค เนื่องจาก มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐนั้นมีมูลค่าสูงถึง 5 – 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์สูงถึง ร้อยละ 50

ในขณะที่โลกพัฒนามาถึงคลื่นลูกที่ 4 แต่ ประเทศไทยเองยังอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 1 ลูกที่ 2 และ คลื่นลูกที่ 3 ผสมผสานกัน เกิดการต่อสู้และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (คลื่นลูกที่ 2) กับ กลุ่มทุนใหม่ที่มาจากสายโทรคมนาคม (คลื่นลูกที่ 3) ซึ่งมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลมากกว่า ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของ โลก รัฐบาลต้องพยายามขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 หรือพัฒนา ประเทศให้เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เพียงเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น

เศรษฐกิจฐานความรู้ แตกต่างจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจาก ความรู้เกิดจากความสามารถในการคิด ซึ่งการคิดให้ได้ความรู้อย่างครบถ้วนนั้น ต้องอาศัยการคิด 10 มิติ ซึ่งผมได้เขียนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว การคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการคิดมุมหนึ่งใน 10 มิติ เท่านั้น ยังขาดอีก 9 มิติ การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานความ รู้เท่านั้น ซึ่งภาครัฐไม่ควรละเลยมิติอื่นๆ ในการคิดเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยบนพื้นฐานของความรู้ด้วย ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองเป็นเศรษฐกิจฐานความ รู้มากกว่า

สถานการณ์ปัจจุบันจำนวนการจดสิทธิบัตรและทรัพย์สินทาง ปัญญาหรือจำนวนการตีพิมพ์งานวิชาการในวารสารรวมทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดจากการ คิดเองของคนไทยโดยไม่ลอกเลียนต่างชาตินั้นมีน้อยมาก การจะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้นั้นถือเป็นงานหนักของ รัฐบาลที่ต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เช่น

ปฏิรูปคน คนไทยจำนวนมากคิด ไม่เป็น เนื่องจาก ขาดประสบการณ์ และไม่ได้ฝึกฝนการใช้ความคิดมากนัก เนื่องจาก ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ การเรียนและการทำงานส่งนั้นอาศัยการท่องจำและการตัดแปะ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ปริญญา นั้นไร้คุณค่าลงไป คนที่มีปริญญาและไม่มีปริญญาจะไม่ต่างกันมาก นอกจากคิดไม่เป็นแล้วคนไทยยังมีค่านิยมหลายประการที่เป็นอุปสรรค เช่น ความรักสบาย ทำให้ชอบลอกเลียนแบบมากกว่าที่จะคิดเอง เป็นต้น ดังนั้นรัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปคนอย่างจริงจัง

ปฏิรูประบบ ประเทศไทยมีปัญหา เรื่องระบบองค์ความรู้อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลที่นิยามไม่ตรงกัน ไม่ครบถ้วน มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบและค่อนข้างจะต่างคนต่างทำ โดยไม่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้แล้วสิ่งสำคัญ คือ ประเทศไทยขาดระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เห็นได้จากงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ ประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่น เป็นต้น หากเราไม่ปฏิรูปเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์หรือ สร้างความรู้ได้มากนัก เนื่องจาก การขาดองค์ความรู้

ปฏิรูปบริบท สังคม ไทยมีลักษณะหลายประการที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการสร้างความรู้และทำให้คน

ใช้ความคิดมากนัก เช่น สังคมอาวุโส ที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าความเข้าใจ หรือ สังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่อนุญาตให้คนเป็นแกะดำ หรือคิดต่าง เพราะจะมีการให้ร้ายหรือก่อให้เกิดความไม่พอใจ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยม เป็นต้น ลักษณะสังคมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปจากภาครัฐโดยเร่งด่วนเช่น เดียวกัน

ผมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถแข่งขันและเอาตัวรอดได้ใน ระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น หากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ไม่ใช่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นเพียงกระแสนิยมเท่านั้น


http://www.siamaraya.com/index.php/2010-04-02-09-10-13

อารยาธิปไตย

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติก็พ่ายแพ้อยู่ดี”

เพราะถ้าประชาธิปไตยไทย ยังเจือด้วย คณาธิปไตย ธนาธิปไตย พลาธิปไตย แต่ไร้ซึ่ง ธรรมาธิปไตย

ไม่ว่าเลือกตั้งใหม่กี่ครั้ง เราก็จะได้เพียง นักการเมือง ไม่ใช่ นักสร้างเมือง

78 ปี ของประชาธิปไตยไทย จึงคืบคลานไปช้า ๆ อย่างอ่อนล้า โรยแรง

ถึงเวลาแล้วที่ต้องมี คนดี คนเก่ง คนกล้า ลุกขึ้นประกาศอย่างกล้าหาญว่า เราต้องการ ประชาธิปไตย ที่อำนาจการปกครอง “มาจาก” ประชาชน “เป็นของ” ประชาชน และ “เพื่อประโยชน์สุข” ของ “ประชาชนทุกคนในประเทศ”

ระบอบการปกครองที่ “ดร.แดน” เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ขนานนามว่า อารยาธิปไตย

อารยาธิปไตย คืออะไร และ จะพาเราก้าวข้ามความขัดแย้งสู่อารยะทางการเมืองได้อย่างไร

พบคำตอบจากการปราศรัยของ ดร.แดน ในการประชุมสมัชชาสยามอารยะ วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2553 เวลา 19.00-21.00 น. ณ สมาคมอัสสัมชัญ ถ.พระรามสี่

แล้ว ท่านจะพบกับรูปแบบของประชาธิปไตยไทย ที่คนไทยทุกคนใฝ่ฝันหา.....


คำบอกเล่าของชาวอารยะ

" ดิฉันได้เคยติดตามท่านดร.แดนบรรยายมาหลายครั้งจึงมีความประทับใจส่วนตัวถึง แนวคิดที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ท่านเป็นคนที่มีแนวคิดดีงาม และเอาจริงเอาจังมากๆ พอทราบว่าท่านมาเป็นผู้บรรยายในสมัชชาสยามอารยะก็เลย ตามมาฟัง นี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วค่ะที่มาร่วม ประทับใจมากๆค่ะ"






สมัชชาสยามอารยะจะพบปะประชุมร่วมกันอย่างอารยะในทุกๆวันศุกร์ เวลา18.30-21.30 น. โดยในช่วงนี้เราจะจัดการประชุม ณ สมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญ ถนนพระราม 4 ใกล้ 3 แยกพระโขนง




ติดสยามอาระที่ 02-3821562

http://www.siamaraya.com/index.php/article1/3-2010-03-31-01-31-31

ว่า ด้วยนิยาม “สยามอารยะ”

ที่มา:http://www.siamaraya.com/index.php/article1/5-2010-04-07-01-33-42

ว่า ด้วยนิยาม “สยามอารยะ”

“สยามอารยะ” เกิดมาจากการนำคำที่มีความหมายในเชิงนัย 2 คำมารวมกัน ได้แก่ คำว่า สยามกับคำว่า อารยะ
สยามเป็นชื่อเรียกดินแดนและกลุ่มชนที่ อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ใช่ชื่อชนชาติและไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ใดหรือเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ[1]ชื่อ สยาม ได้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "ไทย" เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 ในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม อย่างไรก็ตาม ชื่อ สยาม ยังคงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ คนไทยเราคุ้นเคยกับคำว่า “สยาม” มาเป็นระยะเวลายาวนาน จวบจนกระทั่งปัจจุบันคำว่า “สยาม” ก็ยังคงอยู่ในมโนสำนึกของคนไทย และเป็นคำที่ยังคงใช้กันอยู่ทั่วไปในสังคม
สยามเป็นดินแดนที่ตั้งของอารยธรรมของชนชาติต่าง ๆ มาเป็นเวลายาวนาน สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนขึ้นไปตามลำดับจากอยุธยาไปสู่ละโว้, พิมาย, สุโขทัย, โยนก, ศรีธรรมราช, ไชยาหรือศรีวิชัย, จานาศปุระ, ทวารวดี, พนมหรือฝูหนาน ฯลฯ และตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานจวบจนปัจจุบัน ดินแดนสยามยังคงมีความหลากหลาย ทั้งมิติด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีความสมานฉันท์ ซึ่งสังคมที่มีลักษณะเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นสังคมที่มีความงดงามโดยแท้
การใช้คำว่า สยาม จึงเป็นความตั้งใจที่จะสื่อสาร “เอกภาพแห่งดินแดน” ที่รวมความหลากหลายของชนหลายเชื้อชาติ หลากเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน โดยไม่แบ่งแยกหรือสะท้อนอัตลักษณ์ของชนเพียงบางกลุ่ม และเพื่อสะท้อนความตั้งใจของสมัชชาสยามอารยะ ที่ต้องการสร้างสังคมไทยให้เป็น “สังคมพหุเอกานิยม” สามารถธำรงเอกภาพท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย



แผนที่สยามช่วงประมาณปี พ.ศ. 2400 ก่อนที่สยามเผชิญอิทธิพลจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสกับอังกฤษ[2]
อารยะคำว่า “อารยะ” ในที่นี้ให้ความหมายถึง ความเจริญเติบโต งอกงามที่มีความสมดุลครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งมิติทางด้านวัตถุ ความอยู่ดีกินดี มิติทางด้านจิตใจ และมิติทางด้านคุณธรรมโดยคำนึงถึงทั้งผลที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว และการดูแลปัญหาความจำเป็นเร่งด่วนในระยะสั้น
คำว่า อารยะ ที่กำหนดไว้ใน สยามอารยะ จะให้ความหมายที่แตกต่างจากความหมายที่กำหนดไว้ในพจนานุกรม ซึ่งหมายถึง ความเจริญ งอกงาม โดยมาจากคำว่า civilize ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ความเจริญก้าวหน้าที่มนุษย์ได้กระทำขึ้นในด้านต่าง ๆ อาทิ การปกครองศิลปะสถาปัตยกรรม อักษรและการใช้ตัวอักษรความรู้และเทคโนโลยี แต่ทั้งนี้ มักให้ความสำคัญด้านวัตถุมากกว่าจิตใจหรือคุณธรรม สังคมที่มีอารยะย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนอยู่อีกทั้ง เมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ภาษาละตินว่า civilis ซึ่งแปลว่าพลเมือง แต่ "พลเมือง" ในสมัยโรมัน หมายถึงคนเมืองเท่านั้น ไม่นับคนชนบท อันอาจเป็นเหตุให้เกิดวิถีคิดแบบครอบงำ โดยคนเมืองที่เจริญแล้วชี้นำหรือดูถูกคนกลุ่มอื่น ๆ ว่าด้อยกว่า หรือเป็นพวกอนารยะ
ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการตีความดังกล่าว อารยะในที่นี้ จึงได้ให้นิยามไว้ว่า ความเจริญเติบโต งอกงามที่มีความสมดุลครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งมิติทางด้านวัตถุ ความอยู่ดีกินดี มิติทางด้านจิตใจ และมิติทางด้านคุณธรรม

[1] จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือความเป็นมาของคำสยาม ว่าสยามเป็นชื่อดินแดนและกลุ่มชนไม่จำกัดเผ่าพันธุ์หนึ่งใด แต่ไม่ใช่ชื่อชนชาติและไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์ใดหรือเผ่าพันธุ์ใดโดยเฉพาะ หากเป็นชื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่ง มีรากจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่าซัม ซำ หรือสาม หมายถึงบริเวณที่มีน้ำซับน้ำซึมเป็นตาน้ำพุน้ำผุดโผล่ขึ้นจากแอ่งดินอ่อน หรือดินโคลน แล้วเรียกคนจะเป็นชาติพันธุ์อะไรก็ได้ที่มีหลักแหล่งทำมาหากินบริเวณนี้ว่า ชาวสยามทั้งนั้น
สยาม เป็นชื่อดินแดนและกลุ่มชนไม่จำกัดชาติพันธุ์ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าสยามเป็น "พวกร้อยพ่อพันแม่"คือ มิได้หมายถึงชนชาติใดชนชาติหนึ่ง แต่อาศัยลักษณะภายนอกเป็นตัวกำหนด เช่น ใช้เรียกผู้ทำมาหากินกันในบริเวณตาน้ำพุที่ผุดจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลน หรืออาจใช้เรียกผู้ที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำโขง
ชาวสยาม หรือเสียมเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ต่ำกว่าเส้นละติจูด 19° เหนือลงมา เป็นการผสมผสานของกลุ่มชนต่าง ๆ ที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารนายสุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้เขียน "คนไทย มาจากไหน" จึงเสนอให้เรียกผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันว่า "ชาวไทยสยาม" แทน เพราะคำว่า "ชาวไทย" มีความหมายครอบคลุมถึง "ชาวไทยใหญ่" และ "ชาวไทยน้อย" ซึ่งอาศัยอยู่นอกประเทศไทยด้วย
[2] ภาพจาก เวบไซด์ www.t-h-a-i-l-a-n-d.org/siamflag/23oct2007.html


สังคมที่มีความเจริญทางด้านวัตถุ เพียงอย่างเดียวไม่ถือว่าเป็นสังคมที่มีอารยะอย่างแท้จริงตามความหมายนี้ แต่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบด้านจิตใจ และคุณธรรมด้วย โดยให้ความสำคัญที่คนเป็นหลัก
ท้ายที่สุดเมื่อนำทั้ง 2 คำมา รวมกันเป็นคำว่า สยามอารยะจึงให้ความหมายถึง การพัฒนาประเทศให้เกิดความเจริญงอกงามอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกด้านทั้งทางด้านวัตถุ จิตใจ และคุณธรรมภายใต้สังคมพหุเอกานิยม ที่มีเอกภาพในความแตกต่างหลากหลายคน ทุกกลุ่มได้รับโอกาสเท่าเทียมกัน ทุกคนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่มี ใครถูกทอดทิ้ง และไม่มีใครยากจนยกเว้นสมัครใจ เพื่อนำประเทศสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

http://www.siamaraya.com/index.php/article1/5-2010-04-07-01-33-42

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

คำคมอารยะ

คำคมอารยะ
Wednesday, 07 April 2010 15:46 Written by Administrator

" สยามอารยะ: คิดอารยะ พูดอารยะ ทำอารยะ "
" ปัญญา คือ การผสม ‘ศิลป์’ เข้าไปใน ‘ศาสตร์’ "
" ถ้าความดีแพ้ความชั่ว เราต้องลาออกจากความเป็นคน เพราะความดีต้องชนะ "
" เราต้องการสยามประเทศที่เดินไปข้างหน้า เป็นกรีนเลนอย่างแท้จริง "
" ในโลกนี้ มีประเทศแพ้ กับ ประเทศชนะ ชนะนาน ๆ เป็นมหาอำนาจ เป็นมหาอำนาจนาน ๆ เป็นอารยธรรม "
" ถ้าอยากอาสาจนไม่ว่า แต่อย่าบังคับให้จน ในสยามอารยะ...คนไม่อยากจน ต้องไม่จน "
" การนำประเทศคือ การนำประชาชนด้วยความเข้าใจว่าทุกคนคือคนที่มีคุณค่า "

" ในสยามอารยะ ต้องไม่มีใครถูกกทอดทิ้ง ทุกคนต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี "
" สยามอารยะ คือ สังคมพหุเอกานิยม มีเอกภาพในความหลากหลาย "
" สยามอารยะจะไม่ให้ความแตกต่าง ก่อให้เกิดความแตกแยก "
" เราจะไม่ให้ความแตกต่าง มากดให้คนรู้สึกต่ำต้อยลง แต่จะยกเขาให้สูงขึ้น "
" เทคโนโลยี คือ การทำให้มนุษย์เป็นซุปเปอร์แมน เป็นอภิมนุษย์ "
" คนอารยะ คือ คนที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นห้องทดลอง แล้วพาคนหลบหลุมพรางไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้ "
" ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องไม่ละเลยคนทุกข์ยาก รู้สึกทุกข์ร้อนแทนประชาชน ไม่สนใจแต่อภิสิทธิ์ชนเท่านั้น "
" สังคมอารยะ ต้องสร้างคนให้เข้มแข็ง สังคมจึงจะเป็นปึกแผ่น ไม่ถูกทำลายล้าง เพราะมีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย "


http://www.siamaraya.com/index.php/2010-04-07-08-50-02