
วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
16 ข้อแห่งความยิ่งใหญ่ของเวียดนาม เหนือไทย
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สิน
ตอนนี้เวียดนามกำลัง “ฮิต” ติดตลาด มีคนสนใจไปลงทุนกันมากมาย มีเสน่ห์มากกว่าไทยด้วยซ้ำไ
1. สนามบินสะดวกกว่าไทย อันที่จริงสนามบินหลายแห่งใ
2. คนเวียดนามรักชาติ ไม่ต้องดูอื่นไกล เขานิยมอาหารของเขาเอง ประเภทอาหารแฟชั่น/ขยะของฝร
3. “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” คนเวียดนามที่เราเห็นแต่งตั
4. คนเวียดนามชอบค้าขาย เปิดร้านค้าขายแทบทุกหัวระแ
5. มีขอทานน้อยกว่าไทย ในนครโฮชิมินห์ที่มีประชากร
6. (แทบ) ไม่มีปัญหายาเสพติด หรือเด็กเกเร-อันธพาล ที่เวียดนามใครขืนเสพหรือค้
7. เศรษฐกิจ “กระดี๊กระด๊า” ดูดีไป หมด! ทั้งนี้เพราะเติบโตปีละ 7-10% มา หลายปี ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เวียดนาม ก็กระอักแบบไทย แต่ฟื้นตัวเร็วกว่าและฟื้นต
8. ให้การต้อนรับกระทั่งมหา วิทยาลัยต่างชาติ นี่เป็นมิติที่ขอย้ำถึงการ ส่งเสริมการลงทุนของต่างชาต
9. แทบหา “บ้าน ว่าง” (บ้านที่สร้างเสร็จแต่ไม่มี
10. ระบบผ่อนบ้านมีหลักประกัน (ของไทยยังล้าหลังกว่า!) ในเวียดนามบ้านสร้างเสร็จก็
11. กล้าย้ายสถานที่ ราชการออกนอกเมือง แล้วนำที่ดินทำเลทองมาพัฒนา
12. กฎหมายเวนคืน ศักดิ์สิทธิ์ ทางราชการ เวียดนามสามารถย้ายชาวบ้านไ
13. กฎหมายมีการปรับ เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว บาง ครั้งแม้แต่ข้าราชการยังตาม
14. ปราบปรามการฉ้อ ราษฎร์บังหลวงอย่างจริงจัง ท่านเชื่อหรือไม่ กัปตันเครื่องบินเวียดนามแอ
15. การเมืองเวียดนาม มีแต่ความมั่นคง ไม่ มีรัฐประหาร ผมได้รับเชิญจากสมาคมนายธนา
16. ข้อสุดท้ายนี้น่ากลัวที่สุด
ผมไม่ได้เชียร์เวียดนาม แต่หวั่นใจว่าไทยเราจะถอยหล
หมายเหตุ
ดร.โสภณ พรโชคชัย เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาลเวีย
วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553
มานะ มานี ปิติ ชูใจ จะเป็นภาพยนตร์แอนนิเมชัน
มานะ มานี ปิติ ชูใจ จะเป็นภาพยนตร์แอนนิเมชัน
Published by hero under ชวนคุย เรื่องการ์ตูน, เก็บมา เล่าเอามาฝาก
ใครยังจำ มานะ มานี ปิติ ชูใจ ได้ยกมือขึ้น
ในที่สุดความฝันของผมที่จะเห็นมานะ มานี เป็นภาพยนตร์แอนนิเมชัน
ก็ใกล้จะเป็นจริงแล้ว ทางอาจารย์รัชนีผู้เขียนมานะมานี ท่านได้มอบลิขสิทธิ์การทำภาพยนตร์
แอนนิเมชันให้ทางทีมงานผมแล้ว และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงการทำ pre-production ครับ
ใครยังจำมานะมานี ปิติ ชูใจ ได้ยกมือขึ้น
วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553
ให้พ่อ "เลิกเหล้า" ฝันที่ลูกๆ ส่วนใหญ่ร้องขอ!
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 1 เมษายน 2553 18:44 น. |
| |||
ผลสำรวจข้างต้น ถูกเปิดเผยโดย "วันชัย บุญประชา" ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว จากโครงการ "เล่าฝัน...วันของหนู อยากให้พ่อรู้จัง" ที่มีเด็ก และเยาวชนส่งจดหมายและโปสการ์ดเข้าร่วมเล่าฝันให้พ่อ ฟังจำนวนทั้งหมด 7,506 ฉบับ จาก 25 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า ความฝันอันดับหนึ่งของเด็ก ๆ คืออยากให้พ่อ ลด ละ เลิกเหล้า ร้อยละ 12.51 รองลงมาอยากให้พ่อเป็นคนดีมีน้ำใจ ร้อยละ 11.62 อยากให้พ่อเลิกสูบบุหรี่และมีเวลาให้กับครอบครัว ตามลำดับ
แต่เมื่อเปรียบความฝันของเด็กในกรุงเทพมหานคร กับเด็กต่างจังหวัด จะเห็นภาพความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า กลุ่มเด็กที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กว่าร้อยละ 30.97 ต้องการให้พ่อเลิกดื่มเหล้า เลิกสูบบุหรี่ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นเรื่องที่ลูกอยากให้พ่อมีพฤติกรรมและบุคล ิกภาพที่ดี ร้อยละ 24.52 ถัดมาเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ร้อยละ 21.02 และอยากให้พ่อมีสุขภาพที่ดี ร้อยละ 19.06
นายวันชัย ยังกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันพ่อใน อุดมคติของเด็กต่างจังหวัด อันดับแรกคือ อยากให้พ่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มากขึ้น อาจเป็นเพราะว่าเด็กไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อ หรือพ่อต้องมีภาระหน้าที่ไปทำงานต่างจังหวัด เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 27.10 รองลงมา ลูกอยากให้พ่อมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ร้อย 23.62 อยากให้พ่อเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกอบายมุข ร้อยละ22.78 และอยากให้พ่อมีพฤติกรรมและบุคลิกภาพที่ดี ร้อย 23.62 ตามลำดับ
นอกจากนี้ ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพสะท้อนของครอบครัวไทยในปัจจุบันว ่า ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เด็ก ๆ ได้แสดงความต้องการออกมา ถึงแม้ว่าพ่อของพวกเขาจะไม่ได้รับรู้ก็ตาม แต่มันทำให้สังคมได้รับรู้ว่าสถานการณ์ของเด็กไทยอยู ่ในขั้นวิกฤต กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้าง เพราะเด็กมักจะสื่อความในใจออกมาจากการสภาพความเป็นจ ริงที่พบเจออยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีแต่อบายมุข หรือการไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่
วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553
แรงโน้มถ่วงแห่ง คลื่นลูกที่สาม
แรงโน้มถ่วงแห่ง คลื่นลูกที่สาม 2 เมษายน 2009 2:56 pm
บันทึกโดย Mr. PeeTai ใน : Inspiration, Feature , ตรวจย้อนกลับในทางฟิสิกส์บอกเราเอาไว้ว่า หากสสารมีมวลมาก ๆ แล้วไซร้ มันก็ย่อมจะมีแรงโน้มถ่วงเกิดขึ้น … ไม่มาก ก็น้อย!!!
แรงโน้มถ่วงตรวจจับได้ยาก แต่มีรัศมีทำการที่กว้างไกล ดังนั้น สสารใดที่มีมวลน้อยกว่า ก็ย่อมจะถูกสสารที่มีมวลมากกว่าดึงดูดโน้มถ่วงเอาไว้ … เป็นธรรมดา!
ถ้าเราเปรียบคลื่นทั้งสามลูกที่ ALVIN TOFFLER อธิบายให้เราเข้าใจนั้นเป็นดั่งสสาร มันก็คงจะเป็นสสารที่มีมวลมาก มากจนกระทั่งสามารถเกิดแรงโน้มถ่วงให้มนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเรา เกาะเกี่ยวอยู่กับคลื่นเหล่านั้นไว้ไม่หลุดไปได้ง่าย ๆ
และหากเราอยู่ใกล้คลื่นมากกว่าหนึ่งคลื่น ก็เป็นได้ว่าเราจะถูกคลื่นเหล่านั้นแย่งกันดึงดูดโน้มถ่วงเรา ให้เราเป๋ไปทางซ้ายทีขวาทีก็เป็นได้!!
ภาพข้างล่างผมวาดขึ้น เพื่อจะอธิบายภาวะของแรงโน้มถ่วงของคลื่นแต่ล่ะลูก ซึ่งกระทำต่อมนุษย์อย่างพวกเรา …
- เกษตรกรยังคงทำงานของพวกเขา โดยอาศัยแรงงานที่ตนเองมี บวกกับแรงงานจากสัตว์พาหนะที่พอจะหามาได้
- โรงงานยังคงตั้งหน้าตั้งตาผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตของตนเอง
- คอมพิวเตอร์และเครือข่ายโทรคมนาคม ได้กลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนทุกกิจกรรมทางธุรกิจ โดยเน้นหนักไปที่ภาคการบริการเป็นหลัก
- โรงงานเริ่มเห็นว่าน่าจะเป็นการดี หากเอาวิถีแห่งการผลิตจำนวนมาก ๆ มาใช้กับเกษตรกรรม ทำให้มีศัพท์ใหม่สุดเท่ห์ที่เรียกว่า “อุตสาหกรรมเกษตร” เกิดขึ้น
- การผลิตแบบเฉพาะเจาะจงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น คอมพิวเตอร์และเครือข่ายโทรคมนาคมจึงต้องถูกประยุกต์ใช้ในโรงงาน เพื่อทำให้มีอุตสาหกรรมเจ๋ง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “อุตสาหกรรมสิ่งทอนาโน”, “อุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ” หรือ “อุตสาหกรรมหุ่นยนต์”
- เกษตรกรไม่ปลูกพืชบนดิน แต่หันไปปลูกพืชลอยฟ้าแทน อีกทั้งยังใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยควบคุมการฉีดหมอก, รดน้ำ, ให้ปุ๋ย, ปรับความชื้น และปรับแสงแดด … ที่สำคัญ … ความรู้เหล่านี้ล้วนค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ตซะด้วยสิ!!!
ทุกวันนี้ผมยังถูกเหนี่ยวนำโดยเส้นแรงเบอร์ (3) อยู่ ในขณะที่เพื่อนของผมบางคนถูกเหนี่ยวนำโดยเส้นแรงเบอร์ (2) และมีเพื่อนบางคนที่ก้าวหน้ากว่าใคร ๆ เพราะถูกเหนี่ยวนำโดยเส้นแรงเบอร์ (6)
แต่สูงสุด ฤ จะคืนสู่สามัญ ไม่ว่าจะเส้นแรงเบอร์ไหน หรือแรงโน้มถ่วงของคลื่นลูกใด ก็ย่อมมีการรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยอยู่ดี ดังนั้น ผมจึงหวังว่าถ้าเส้นแรงเบอร์ (6) เป็นเส้นแรงของอนาคต ก็น่าสนใจเหมือนกันที่เราจะใช้แรงโน้มถ่วงของเส้นแรงเบอร์ (3) เป็นตัวเหวี่ยงให้เราเข้าสู่วงโคจรของเส้นแรงเบอร์ (6) ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก (หากเทียบกับการเหวี่ยงโดยใช้เส้นแรงเบอร์อื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถส่งแรงให้เราถึงจุดหมายได้โดยง่ายดายนัก)
โดยสรุปแล้ว เมื่อคลื่นใดมีแรงโน้มถ่วงน้อยลง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากคลื่นอื่น ๆ จะมีแรงโน้มถ่วงกล้าแข็งขึ้น จนทำให้สนามแรงโน้มถ่วงเกิดการเปลี่ยนแปลง และนำมาซึ่งเส้นแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนไปนั่นเอง
Technorati Tags: แรงโน้มถ่วง, เส้นแรง, คลื่นลูกที่หนึ่ง, คลื่นลูกที่สอง, คลื่นลูกที่สาม
คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21

คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม : สังคมไทยที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21
สวัสดีครับ เพื่อนๆ วันนี้ผมก็ขออนุญาตมา Review หนังสือให้เพื่อนๆ อีกเหมือนเคยน่ะครับ วันนี้ก็ เป็นหนังสือของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร แดน ของเราอีกเหมือนเคยน่ะครับ เป็นหนังสือที่ชื่อว่า
ก้าวกระโดดจากสังคมข้อมูลข่าวสาร สู่สังคมของคนใช้ สมอง หนังสือเล่นนี้ได้นำเสนอแนวความคิดการสร้าง ปราชญสังคม หรือสังคมแห่งผู้มีปัญญา สังคมโลกกำลังเคลื่อนสู่สังคมแห่งความรู้ในคลื่นลูกที่สี่ จนพาไปสู่สังคมแห่งปัญญาของคลื่นลูกที่ห้า ในศตวรรษที่ 21 ที่จะมาถึงนี้ สังคมใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้สำเร็จ สังคมนั้นจะอยู่ต้นแถวของโลกในศตวรรษหน้า ก้าวกระโดดจากสังคมข้อมูลข่าวสาร สู่ สังคมของคนใช้ สมอง หนังสือเล่นนี้ได้นำเสนอ แนวความคิดการสร้าง ปราช ญสังคม หรือสังคมแห่งผู้มีปัญญา สังคมโลกกำลัง เคลื่อนสู่สังคมแห่งความรู้ ในคลื่นลูกที่สี่ จนพา ไปสู่สังคมแห่งปัญญาของคลื่นลูกที่ห้า ในศตวรรษ ที่ 21 ที่จะมาถึงนี้ สังคม ใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้ สำเร็จ สังคม นั้นจะอยู่ต้นแถวของโลกในศตวรรษหน้า
ให้เนื้อหาที่ สำคัญตั้งแต่การวางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ ปรัชญาการมองโลกของมนุษย์ ความสำคัญของความคิดและปัญญา และได้นำเสนอลักษณะของเมธีในศตวรรษที่ 21 ทั้งในส่วนของ "ประชาเมธี" และ "ปราชญาธิบดี" จากนั้นได้นำเสนอแนวคิดการสร้างปราชญสังคมผ่านการปฏิรูปประเทศไทยอย่างครบ วงจร โดยเน้นการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ พร้อมๆ กับการปรับกระบวนทัศน์ทางสังคมด้านต่างๆ ให้สามารถนำสังคมสู่ศตวรรษแห่งการรังสรรค์ทางปัญญาต่อไป
หากคลื่อ นลูกที่ 3 ของ Alvin Toffler คือ การปฏิวัติข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้ โดยมีเทคโนโลยีด้านสารสนเทศและการสื่อสารเป็นหัวขบวนแล้วอะไรคือคลื่นลูกที่ สี่ ? ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตดังนี้
1.ช่วงระหว่างยุคก่อนประวัติ ศาสตร์กับคลื่นลูกที่หนึ่งใช้วเวลาหลายหมื่นปีและจากคลื่นลูกที่หนึ่งมา คลื่นลูกที่สองใช้เวลาประมาณ 5 พันปีแต่ระยะห่าง ระหว่างคลื่นลูกที่ 2 กับคลื่นลูกที่ 3 กลับใช้เวลาเพียงสองร้อยกว่าปี
2.คลื่น แต่ละลูก เชี่ยมโยงกันอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างทักษะการล่าสัตว์และการเก็บผักผลไม้ตามป่าทำให้มนุษย์มีองค์ความ รู้การเกษตร (คลื่อนลูกที่หนึ่ง) และเมื่อผลผลิตการเกษตรมีมากขึ้นอุตสาหกรรมแปรรูปจึงเกิดขึ้น (คลื่นลูกที่สอง)
เมื่อเกิดความ หลากหลายในรูปแบบของตัวผลิตภัณฑ์ มนุษย์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์นั้น มนุษย์จึงมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการข่าวสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ผลิตภัณฑ์นั้น (คลื่นลูกที่สาม) และเมื่อข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่สู่สายตาของสารธารณะอย่างต่อเนื่องและเป็น ระบบ สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ การแตกแขนงของปัญญา ที่เกิดขึ้นในทุกส่วนของภูมิภาค
Maynard และ Mehrtens ได้ตั้งข้อสังเกตถึงปรากฏการณ์ทางสังคม ที่
กำลังเกิดขึ้นในกลุ่ม ประเทศที่หนึ่งว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกที่สี่เช่น
1.การยก เลิกเทคโนโลยีต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมอันเป็นผลพวงจากคลื่นลูกที่สองและคลื่นลูกที่สาม
2.การ เสื่อมถอยของสังคมมนุษย์อันเนื่องมาจากพัฒนาเทคโนโลยีที่ปราศจากศีลธรรม
3.การ ติดต่อสื่อสารที่ไร้พรมแดน
4.ปรากฏ การสังคมใหม่ในโลกของระบบคอมพิวเตอร์ เสมือนจริง
5.การกระจายตัวของ ข้อมูลข่าวสารแบบไร้พรมแดน
6.การนำเอา แนววามคิดในเชิงปรัชญากลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาบังคับในสถานศึกษา
7.การ อุบัติขึ้นของความคิดที่หลากหลาย
8.ความต้องการองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพิ่มมากขึ้น
9.การลิดรอนอำนาจสูลสุดในการปกครองประเทศโดยกระแสท้องถิ่น นิยม
คลื่น แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก
คลื่น แห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก
วันที่ 4-5 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมา ผมในฐานะตัวแทนสื่อจากนิตยสาร Go Training ได้ไปร่วมงาน “Thailand Open Memory Championships and Mind Map Festival 2008” ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เทศกาลนี้ถูกจัดเป็น 3 ส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือการแข่งขันความจำซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อหาผู้ชนะ เลิศไปแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกในปลายปีนี้ ส่วนที่สองคือการเปิดตัว Mind Map ที่ยาวที่สุดใน โลกโดยความร่วมมือกันของหน่วยงานหลายแห่งในเมืองไทยเพื่อบันทึกลงใน Guinness World Records และส่วนสุดท้ายเป็นการสัมมนาและจัดประกวด Mind Map (ผู้ที่สนใจใน Mind Map สามารถ ติดต่ออาจารย์ธัญญาหรืออาจารญ์ขวัญฤดี ผลอนันต์ ที่ www.mindmap.in.th ครับ)
ผู้ที่กล่าว Keynote เพื่อเปิดสัมมนา Mind Map คือ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการและนักคิดระดับชาติ อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้กล่าวปาฐกในเรื่อง “คลื่น แห่งการเปลี่ยนของโลก” โดยต่อยอดแนวคิดของ Alvin Tofler (นักอนาคตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ The Third Wave) โดยผมขออนุญาตเขียนสรุปใจความของคลื่นลูกต่างๆ ตามที่อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ให้เพื่อนๆ ลองอ่านดังต่อไปนี้ครับ
คลื่น ลูกที่ 1 “สังคมเกษตรกรรม” ปัจจัยแห่งยุคคือที่ดิน ผู้นำทางสังคมหรือผู้นำแห่งยุคคือจอมพล ผู้กุมอำนาจทหารเพื่อปกป้องปัจจัย และหาปัจจัยใหม่ให้สังคมของตน ยุคนี้เป็นยุคที่พ่อค้าวานิช จะหลบซ่อนอยู่หลังทหาร
คลื่นลูกที่ 2 “สังคมอุตสาหกรรม” ปัจจัยแห่งยุคคือทุน เครื่องมือแห่งยุคได้แก่เครื่องจักร เครื่องกลต่างๆ หลังจากที่มีการคิดค้นสร้างเครื่องจักรไอน้ำ โลกเราก็เข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม มีการสร้างถนน และสาธารณูปโภคต่างๆ การเดินทางไปมาหาสู่กันของคนมีมากขึ้นเนื่องจากการคมนาคมสะดวกขี้น ภาษาท้องถิ่นเริ่มมีบทบาทน้อยลง ในขณะที่ผู้คนหันมาเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาสากล เพื่อง่ายและมีประสิทธิผลในสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ยุคนี้เป็นยุคที่ทหารจะซ่อนอยู่หลังนายทุน พ่อค้า นักธุรกิจ
คลื่น ลูกที่ 3 “สังคมแห่งข้อมูล” ปัจจัยแห่งยุคคือข้อมูล เครื่องมือแห่งยุคือ IT สิ่งต่างๆ ในยุคนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลก่อนจะได้เปรียบในการแข่งขัน ตัวอย่างง่ายๆ เช่นใครที่รู้ก่อนว่าถนนจะตัดไปทางไหน ก็จะไปกว้านซื้อที่ดินแถบนั้นเพื่อเก็งกำไร ซึ่งผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนทำธุรกิจแบบดั้งเดิมหลายเท่าตัวเสียอีก หรือ การที่ Microsoft เติบโตแซงหน้า GE และ บริษัทรถยนต์เครื่องจักรยักษ์ใหญ่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี เป็นต้น
คลื่นลูกที่ 4 “สังคมแห่งองค์ความรู้” ปัจจัยแห่งยุคคือความรู้ เครื่องมือแห่งยุคคือศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น nanotechnology, biotechnology, pharmaceutical เป็นต้น เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน อาจารย์เกรียงศักดิ์ได้ยกตัวอย่างว่าปัจจุบันสหรัฐอเมริกามีประชากรเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นสังคมของคลื่นลูกที่ 1 ประชากรถึง 70% นั้นอยู่ในคลื่นลูกที่ 4 และประชากรส่วนที่เหลืออยู่ในสังคมคลื่นลูกที่ 2 และ 3
คลื่นลูกที่ 5 “สังคมแห่งปัญญา” หรือที่อาจารย์เกรียงศักดิ์เรียกว่า “ปราชญสังคม” เป็นยุคของนักคิด การบูรณาการความรู้และใช้ปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สังคมใดสามารถพาตนสู่การเป็นปราชญสังคมได้สำเร็จ สังคมนั้นจะอยู่ต้นแถวของโลก
อาจารย์เกรียงศักดิ์พูดถึงคลื่น ลูกที่ 5 ไว้เพียงเท่านี้ ทิ้งให้ผมและผู้ฟังในวันนั้นต้องอารมณ์ค้างไปค้นคว้าหาอ่านต่อในหนังสือ “คลื่นลูกที่ 5 ปราชญสังคม” ผม ไม่ได้ค่าโฆษณาขายหนังสือนะครับ แต่ยังไงก็จะไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน แล้วจะมาเขียนให้เพื่อนๆ อ่านอีกทีว่าคลื่นลูกที่ 5 นี้เป็นอย่างไร....สวัสดีครับ
โดย SutinTan
จากแนวคิดคลื่นลูกที่ห้าสู่วิสัยทัศน์การ สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งปัญญา
| จากแนวคิดคลื่นลูกที่ห้าสู่วิสัยทัศน์การ สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งปัญญา |
| ไม่ว่าจะใช้สำนักคิดใด เป้าหมายในการพัฒนาประเทศหรือแม้แต่การพัฒนาเมืองก็ล้วนมีเป้าหมายสุดท้าย คือคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งเงื่อนไขจำเป็นหนึ่งของการที่ประชากรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือสังคมจะ ต้องมีประสิทธิภาพในการผลิต (Productive society) ผลผลิตทุกอย่างย่อมเกิดจากการนำ “ปัจจัยการผลิต” มาผ่านกระบวนการผลิต ดังนั้นสังคมหนึ่งจะยืนอยู่แถวหน้าในฐานะที่มีศักยภาพในการผลิตสูงได้นั้นก็ จะต้องเป็นเจ้าแห่งปัจจัยการผลิตที่สำคัญต่อรูปแบบการผลิตของยุคนั้นๆ
ปัจจัยที่เคยหนุนให้กรุงเทพรุ่งเรืองใน “คลื่นลูกที่สอง” หรือเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมนั้นกำลังจะหายไป สำหรับปัจจัยด้านกำลังแรงงานนั้น ประเทศไทยรวมทั้งกรุงเทพกำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Population) จากการฉายภาพประชากรไทยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสถาบันวิจัยประชากร และสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สัดส่วนประชากรในเขตกทม.ที่อายุเกิน 60 ปี จะเพิ่มจากร้อยละ 9.6 ในปี 2008 เป็นร้อยละ 16.9 ของประชากรในกรุงเทพทั้งหมดในปี 2020 ซึ่งถือว่าเพิ่มเกือบ 2 เท่า พร้อมๆ กับภาวะที่ประชากรวัยทำงาน (15-60 ปี) มีจำนวนลดลง และมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 70.4 ในปี 2008 เหลือร้อยละ 65.4 ในปี 2020
|
| วันที่ : 8 ธันวาคม 2552 |
ความสลับซับซ้อนของ ระบบเศรษฐกิจและความ มั่งคั่งของชาติ
| ความสลับซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจและความ มั่งคั่งของชาติ |
| เราคงเคยได้ยินมาว่าประเทศที่จะได้ประโยชน์และมั่งคั่งจากการทำการค้า ระหว่างประเทศ คือ ประเทศที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ (Specialization) ในการผลิตสินค้าใดสินค้าหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ มีงานศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับความสลับซับซ้อน (Complexity) ทางเศรษฐกิจได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไป
ในงานศึกษาใหม่นี้เฮาส์แมนน์และฮิดัลโกใช้วิธีทางเน็ตเวิร์คไซน์ (Network Science) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่อาศัยการตรวจสอบเครือข่ายความเชื่อมโยงในระบบที่มี ความสลับซับซ้อน โดยพิจารณาจากความหลากหลายและความหายากของสินค้าส่งออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพรวมของระบบเศรษฐกิจได้ดีกว่าการพิจารณาเพียงการเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เรามองไม่เห็นข้อมูลที่สำคัญ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจ ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่าประเทศที่ร่ำรวยส่วนใหญ่ คือ ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนและผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ภาคธุรกิจในแต่ละองค์กรนั้นมีความชำนาญเฉพาะทาง แต่ภาพรวมประเทศนั้นผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย คำถามคือเหตุใดความสลับซับซ้อนจึงมีส่วนเชื่อมโยงกับความมั่งคั่งของประเทศ? ทั้งสองอธิบายว่าประเทศต่างๆ นั้นมีความแตกต่างกันในความสามารถในการผลิต ในขณะเดียวกันสินค้าต่างๆ ต้องการความสามารถในการผลิตที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีความสามารถหลากหลายมากกว่า ไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าในปริมาณที่มากกว่า แต่ยังสามารถผลิตสินค้าชนิดที่มีน้อยประเทศที่สามารถผลิตได้ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่จะสะสมความสามารถในการผลิตที่ มีความซับซ้อน เช่น ความสามารถในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากนั้นจึงเริ่มพัฒนาสินค้าใหม่ที่จำเป็นต้องใช้ความสามารถนั้นอย่าง เชี่ยวชาญ ทำให้เมื่อประเทศเหล่านี้ได้สะสมและเพิ่มเติมความสามารถใหม่เข้าไป จึงสามารถที่จะผลิตสินค้าใหม่ได้มากชนิดขึ้น จากการนำความสามารถที่เพิ่มขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับความสามารถที่มีอยู่เดิม ในขณะที่การเพิ่มความสามารถใหม่เข้าไปในประเทศที่มีความสามารถเดิมเพียงเล็ก น้อยหรือไม่ซับซ้อนนั้น อาจไม่ช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตสินค้าใหม่มากนัก เนื่องจากความสามารถที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่สามารถสนับสนุนความสามารถเดิมที่มี อยู่เท่าที่ควร จากงานวิจัยของเฮาส์แมนน์และฮิดัลโกนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกรณีของ ประเทศไทยได้ นั่นคือ หากประเทศไทยอยากจะพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ อยากสร้างความมั่งคั่งให้มากกว่าที่ผ่านมา การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นเรื่อง สำคัญ ในยุคการค้าเสรีที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกมีความรุนแรงมากขึ้น ถือเป็นทั้งโอกาสและจุดเสี่ยงของประเทศ หากเราไม่มีการพัฒนาและขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปตามธรรมชาติ จะทำให้ประเทศนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์จากประตูที่เปิดกว้างขึ้นแล้ว แต่อาจจะต้องเสียประโยชน์ให้กับประเทศอื่นที่เข้ามาหาประโยชน์จากเราด้วย ** นำมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ตีพิมพ์เมื่อวันที่ : 16 มีนาคม 2553
|
| วันที่ : 18 มีนาคม 2553 |
แนะนำหนังสือ ผ่าอนาคตประเทศไทย : ก้าวข้ามผ่านยุทธการการแบ่งสี
| แนะนำหนังสือ ผ่าอนาคตประเทศไทย : ก้าวข้ามผ่านยุทธการการแบ่งสี |
| รวมบทวิเคราะห์ของ 14 กูรูชั้นนำ ทั้งภาคการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม |
| ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.kriengsak.com/download/thailandfuture.pdf |
ประเทศ ไทยต้อง “ปฏิวัฒน์”

ประเทศไทยต้อง “ปฏิวัฒน์”
“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติก็พ่ายแพ้อยู่ดี”
ผมวิเคราะห์และชี้ให้เห็นบทสรุปต่ออนาคตสถานการณ์บ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติย่อมพ่ายแพ้อยู่ดี เพราะอนาคตของประเทศไทยในเวลานี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชัยชนะของฝ่ายใด กลุ่มใด แต่ขึ้นอยู่กับการวางรากฐานประเทศเพื่อ “อนาคต” ….วันนี้เราเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?
เราจำเป็นต้องก้าวข้ามความขัดแย้งในเวลานี้ และมองให้ไกล เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นเพียงการแย่งชิงพื้นที่ของ “ขั้วอำนาจ 2 ขั้ว” โดยใช้มวลชนเป็นฐานยึดโยงอำนาจ ไม่ว่าฝ่ายใดได้อำนาจบริหารประเทศ ประเทศไทยจะเข้าสู่วงจรเดิม ขับเคลื่อนประเทศแบบ “นักการเมือง” ไม่ใช่ “นักสร้างเมือง” ไม่ได้มองเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือมวลชนโดยรวมในระยะ เช่นเดียวกับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
ผมได้นำเอาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ Production Function มาวิเคราะห์ประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ ตั้งแต่ยุคบรรพกาล มาจนถึงปัจจุบันและอนาคต พบว่า สังคมต่าง ๆ มีทั้งผู้ชนะ-ผู้แพ้ มีประเทศที่ชนะเป็นมหาอำนาจ และประเทศที่แพ้ โดยวิเคราะห์เป็นคลื่นแต่ละยุค ได้บทสรุปสำคัญคือ ใครขี่ยอดคลื่นมาก่อน เป็นผู้ชนะ ใครขี่ยอดคลื่นไม่ได้เป็นผู้แพ้
เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 สังคมเร่ร่อน ผู้ชนะคือ ผู้ที่ล่าสัตว์เก่ง ได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 สังคมการเกษตร ผู้ชนะคือ นักรบ ใครรบเก่ง รุกรานขยายดินแดนได้มากกว่า ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 สังคมอุตสาหกรรม ยุคแรกอังกฤษขี่ยอดคลื่น มาก่อน เพราะเป็นผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีอิทธิพลในโลกอย่างมาก จากนั้นประเทศที่มีทุนมากกว่ากลายเป็นประเทศมหาอำนาจ บรรดานายทุน ได้เป็นผู้นำประเทศ ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลก่อนได้เป็นผู้นำแห่งยุค เช่น บิลล์ เกตส์ และประเทศที่ขี่ยอดคลื่นลูกที่สามได้ก่อน กลายเป็นประเทศผู้ชนะ อยู่แนวหน้าของโลก
ขณะนี้ โลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง มีการวิจัยและ พัฒนาในกระบวนการผลิตมาก เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งยุค มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย
ในเวลานี้ ประเทศไทยเลือกได้สองอย่าง คือ ชนะ หรือ แพ้
ถ้าเรายังเดินไปเช่นในปัจจุบันนี้ เราจะถอยหลังไปเรื่อย ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เรากับญี่ปุ่นพัฒนาใกล้เคียงกัน ไม่นานนักญี่ปุ่นก็แซงหน้าเราไป จากนั้น สมัยสงครามเกาหลี เกาหลียากจนข้นแค้นกว่าเรา เพียงประมาณสองทศวรรษกลับก้าวหน้าทิ้งห่างเราไกล เราถอยลงมาเรื่อย ๆ แข่งกับไต้หวัน แข่งกับสิงคโปร์ แข่งกับมาเลเซีย ประเทศเหล่านี้ ไปไกลกว่าเรามากนัก วันนี้เวียดนามแทบไม่ต้องแข่งกับเราแล้ว เพราะเห็น ๆ อยู่ว่าเราแพ้ คู่แข่งขันต่อไปคงเป็นกัมพูชา และลาวในที่สุด
หากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของโลก จำเป็นต้องก้าวไปขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 นำประเทศเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความ รู้ ด้วยการ “ปฏิวัฒน์ประเทศ” อย่างเร่งด่วน
ปฏิวัฒน์ประเทศ เป็นศัพท์ที่ผมได้บัญญัติขึ้น โดยให้นิยามไว้ว่า หมายถึง การทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ อย่างยั่งยืนและครบถ้วนทุกด้าน
การปฏิวัฒน์ประเทศเป็นการวางรากฐานประเทศครั้งใหญ่ ทั้งระบบ ทั้งประเทศ ทุกเรื่อง ทุกมิติ เช่น การศึกษา สาธารณ สุข อาชีพ ความยากจน ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะ น้ำเน่า ฯลฯโดยมีองค์ประกอบ ดังนี้
กำหนดกระบวนทัศน์การสร้างชาติ เพื่อนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่พึงประสงค์ นั่นคือ การนำประเทศไปสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เป้าหมายต้องครบทุกด้าน อันได้แก่ เศรษฐกิจมั่งคั่งและยั่งยืน การเมืองมีเสรีภาพและ เสถียรภาพ สังคมสมานฉันท์และหลากหลาย โดยจะต้องมีอุดมการณ์แห่งชาติ วิสัยทัศน์แห่งชาติ นโยบายแห่งชาติ วาระแห่งชาติ เพื่อผลประโยชน์ของทุกคนในชาติ ทุกคนในชาติรับรู้ร่วมกัน มองเห็นภาพชัดว่าประเทศไทยกำลังไปในทิศทางใด เพื่อบรรลุเป้าหมายใด เช่น กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในปี 2030 ประเทศไทยไม่มีคนจน ยกเว้นสมัครใจ ประเทศไทยเป็นที่หนึ่งด้านพลังงานทดแทน ระบบราชการมีประสิทธิภาพติด 1 ใน 10 ของโลก คนรุ่นใหม่สื่อสารได้ 3 ภาษา ประเทศไทยติด 1 ใน 20 ประเทศที่จดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก เป็นต้น
ใช้หลัก “4 ปฏิ” ในการปฏิวัฒน์ประเทศ โดยจัดประเทศไทยเป็น 4 กระบุง กระบุงที่หนึ่ง เรียกว่า ปฏิสังขรณ์ หมายถึง สิ่งที่ยังพอใช้ได้ ให้ซ่อมแซมทําให้กลับคืนใช้ได้เหมือนเดิม กระบุงที่สอง เรียกว่า ปฏิรังสรรค์ หมายถึง สิ่งใดที่องค์ประกอบต่าง ๆ มันยังดีอยู่ แต่ต่อกันผิด ให้นำมาต่อใหม่ให้มันถูก กระบุงที่สาม เรียกว่า ปฏิรูป หมายถึง สิ่งที่หลักการยังดีอยู่ แต่รูปแบบผิด วิธีแก้คือเปลี่ยนรูปแบบให้ตรงกับหลัก เพื่อให้ใช้การได้ เช่น เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการรอบใหม่ และกระบุงที่สี่ การปฏิวัติ การปฏิวัติไม่ใช่รัฐประหาร แต่หมายถึง การเปลี่ยนแบบถอนรากถอนโคน เช่นในยุคหน้า เราอาจจำเป็นต้องปฏิวัติการศึกษา
วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในทางแพร่ง เราในฐานะประชาชน คงต้องถามตัวเองว่า เราอยากเป็นพลเมืองของประเทศที่ชนะหรือพ่ายแพ้ ถ้าอยากเป็นผู้ชนะ เราต้องผลักดันให้เกิดการปฏิวัฒน์ประเทศ เราต้องการคนมาวางรากฐานประเทศแบบมีวิสัยทัศน์เหมือนสมัยรัชกาลที่ห้า เพื่อก้าวสู่สังคมคลื่นลูกที่สี่ให้เร็วที่สุด
ไทยต้อง เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ไทยต้องเป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของผมในงานสัมมนาที่จัด โดยมหาวิทยาลัยเกริก เรื่อง “ยุคสังคมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์: ความฝัน หรือความจริงแห่งอนาคต” ซึ่งนอกจากผมแล้วยังมีวิทยากรหลายท่านได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งปัจจุบันเป็นนโยบายที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิด ขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการจะเข้าใจทิศทางของประเทศว่าควร จะเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือไม่นั้นต้องเข้าใจพัฒนาการทางสังคมโดยรวมเสีย ก่อน ซึ่งผมได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหลายโอกาสว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของโลก นั้นมีลักษณะเป็น “คลื่น 7 ลูก” เริ่มต้นจากคลื่นลูกที่ 0 คือ สังคมเร่ร่อน ทักษะสำคัญในยุคนี้ คือ การล่าสัตว์ ดังนั้นผู้ที่ล่าสัตว์เก่งจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค ถัดมาคลื่นลูกที่ 1 คือ สังคมการเกษตร ซึ่งคนเริ่มตั้งรกราก ปัจจัยที่สำคัญในยุคนั้น คือ ที่ดิน ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการรบเพื่อขยายเขตแดน ได้เป็นผู้นำแห่งยุค จากนั้นคลื่นลูกที่ 2 คือ สังคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ ทำให้อังกฤษมีอิทธิพลในโลกอย่างมาก เนื่องจาก มีทักษะที่จำเป็นมากกว่าใครนั่นคือ ความสามารถในการผลิต การค้า และการลงทุน ต่อมาโลกพัฒนาเข้าสู่คลื่นลูกที่ 3 คือ สังคมข้อมูลข่าวสาร ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีความซับซ้อนขึ้น ทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการจัดการข้อมูลจึงได้เป็นผู้นำแห่งยุค (เช่น บิลล์ เกตส์) ปัจจุบันโลกมาถึงคลื่นลูกที่ 4 คือ สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ทำให้ประเทศที่สามารถใช้ความรู้ในการผลิต มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการผลิตมาก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าประเทศอย่างสหรัฐ ได้เป็นผู้นำแห่งยุค เนื่องจาก มีการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐนั้นมีมูลค่าสูงถึง 5 – 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์สูงถึง ร้อยละ 50
ในขณะที่โลกพัฒนามาถึงคลื่นลูกที่ 4 แต่ ประเทศไทยเองยังอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 1 ลูกที่ 2 และ คลื่นลูกที่ 3 ผสมผสานกัน เกิดการต่อสู้และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนเก่า (คลื่นลูกที่ 2) กับ กลุ่มทุนใหม่ที่มาจากสายโทรคมนาคม (คลื่นลูกที่ 3) ซึ่งมีความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลมากกว่า ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาไปข้างหน้าและได้ประโยชน์จากกระแสของ โลก รัฐบาลต้องพยายามขี่ยอดคลื่นลูกที่ 4 หรือพัฒนา ประเทศให้เป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ เพียงเป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น
เศรษฐกิจฐานความรู้ แตกต่างจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจาก ความรู้เกิดจากความสามารถในการคิด ซึ่งการคิดให้ได้ความรู้อย่างครบถ้วนนั้น ต้องอาศัยการคิด 10 มิติ ซึ่งผมได้เขียนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว การคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการคิดมุมหนึ่งใน 10 มิติ เท่านั้น ยังขาดอีก 9 มิติ การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานความ รู้เท่านั้น ซึ่งภาครัฐไม่ควรละเลยมิติอื่นๆ ในการคิดเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยบนพื้นฐานของความรู้ด้วย ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเองเป็นเศรษฐกิจฐานความ รู้มากกว่า
สถานการณ์ปัจจุบันจำนวนการจดสิทธิบัตรและทรัพย์สินทาง ปัญญาหรือจำนวนการตีพิมพ์งานวิชาการในวารสารรวมทั้งสิ่งใหม่ที่เกิดจากการ คิดเองของคนไทยโดยไม่ลอกเลียนต่างชาตินั้นมีน้อยมาก การจะผลักดันประเทศไทยให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้นั้นถือเป็นงานหนักของ รัฐบาลที่ต้องอาศัยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เช่น
ปฏิรูปคน คนไทยจำนวนมากคิด ไม่เป็น เนื่องจาก ขาดประสบการณ์ และไม่ได้ฝึกฝนการใช้ความคิดมากนัก เนื่องจาก ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ การเรียนและการทำงานส่งนั้นอาศัยการท่องจำและการตัดแปะ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ปริญญา นั้นไร้คุณค่าลงไป คนที่มีปริญญาและไม่มีปริญญาจะไม่ต่างกันมาก นอกจากคิดไม่เป็นแล้วคนไทยยังมีค่านิยมหลายประการที่เป็นอุปสรรค เช่น ความรักสบาย ทำให้ชอบลอกเลียนแบบมากกว่าที่จะคิดเอง เป็นต้น ดังนั้นรัฐต้องผลักดันให้เกิดการปฏิรูปคนอย่างจริงจัง
ปฏิรูประบบ ประเทศไทยมีปัญหา เรื่องระบบองค์ความรู้อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลที่นิยามไม่ตรงกัน ไม่ครบถ้วน มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบและค่อนข้างจะต่างคนต่างทำ โดยไม่เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้แล้วสิ่งสำคัญ คือ ประเทศไทยขาดระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เห็นได้จากงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนาต่อจีดีพีที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับ ประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่น เป็นต้น หากเราไม่ปฏิรูปเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์หรือ สร้างความรู้ได้มากนัก เนื่องจาก การขาดองค์ความรู้
ปฏิรูปบริบท สังคม ไทยมีลักษณะหลายประการที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการสร้างความรู้และทำให้คน
ใช้ความคิดมากนัก เช่น สังคมอาวุโส ที่เน้นการเชื่อฟังมากกว่าความเข้าใจ หรือ สังคมที่ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่อนุญาตให้คนเป็นแกะดำ หรือคิดต่าง เพราะจะมีการให้ร้ายหรือก่อให้เกิดความไม่พอใจ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในกรอบอนุรักษ์นิยม เป็นต้น ลักษณะสังคมเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปจากภาครัฐโดยเร่งด่วนเช่น เดียวกัน
ผมเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถแข่งขันและเอาตัวรอดได้ใน ระยะยาวท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น หากรัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานความรู้ ไม่ใช่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เป็นเพียงกระแสนิยมเท่านั้น
อารยาธิปไตย
“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะ ประชาชนและประเทศชาติก็พ่ายแพ้อยู่ดี”
เพราะถ้าประชาธิปไตยไทย ยังเจือด้วย คณาธิปไตย ธนาธิปไตย พลาธิปไตย แต่ไร้ซึ่ง ธรรมาธิปไตย
ไม่ว่าเลือกตั้งใหม่กี่ครั้ง เราก็จะได้เพียง นักการเมือง ไม่ใช่ นักสร้างเมือง
78 ปี ของประชาธิปไตยไทย จึงคืบคลานไปช้า ๆ อย่างอ่อนล้า โรยแรง
ถึงเวลาแล้วที่ต้องมี คนดี คนเก่ง คนกล้า ลุกขึ้นประกาศอย่างกล้าหาญว่า เราต้องการ ประชาธิปไตย ที่อำนาจการปกครอง “มาจาก” ประชาชน “เป็นของ” ประชาชน และ “เพื่อประโยชน์สุข” ของ “ประชาชนทุกคนในประเทศ”
ระบอบการปกครองที่ “ดร.แดน” เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ขนานนามว่า อารยาธิปไตย
อารยาธิปไตย คืออะไร และ จะพาเราก้าวข้ามความขัดแย้งสู่อารยะทางการเมืองได้อย่างไร
พบคำตอบจากการปราศรัยของ ดร.แดน ในการประชุมสมัชชาสยามอารยะ วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2553 เวลา 19.00-21.00 น. ณ สมาคมอัสสัมชัญ ถ.พระรามสี่
แล้ว ท่านจะพบกับรูปแบบของประชาธิปไตยไทย ที่คนไทยทุกคนใฝ่ฝันหา.....
คำบอกเล่าของชาวอารยะ" ดิฉันได้เคยติดตามท่านดร.แดนบรรยายมาหลายครั้งจึงมีความประทับใจส่วนตัวถึง แนวคิดที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ท่านเป็นคนที่มีแนวคิดดีงาม และเอาจริงเอาจังมากๆ พอทราบว่าท่านมาเป็นผู้บรรยายในสมัชชาสยามอารยะก็เลย ตามมาฟัง นี้ก็เป็นครั้งที่ 3 แล้วค่ะที่มาร่วม ประทับใจมากๆค่ะ"
สมัชชาสยามอารยะจะพบปะประชุมร่วมกันอย่างอารยะในทุกๆวันศุกร์ เวลา18.30-21.30 น. โดยในช่วงนี้เราจะจัดการประชุม ณ สมาคมศิษย์เก่าอัสสัมชัญ ถนนพระราม 4 ใกล้ 3 แยกพระโขนง
ติดสยามอาระที่ 02-3821562
http://www.siamaraya.com/index.php/article1/3-2010-03-31-01-31-31
ว่า ด้วยนิยาม “สยามอารยะ”
ว่า ด้วยนิยาม “สยามอารยะ”
“สยามอารยะ” เกิดมาจากการนำคำที่มีความหมายในเชิงนัย 2 คำมารวมกัน ได้แก่ คำว่า สยามกับคำว่า อารยะแผนที่สยามช่วงประมาณปี พ.ศ. 2400 ก่อนที่สยามเผชิญอิทธิพลจากการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสกับอังกฤษ[2]
http://www.siamaraya.com/index.php/article1/5-2010-04-07-01-33-42
วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553
คำคมอารยะ
คำคมอารยะ" ในสยามอารยะ ต้องไม่มีใครถูกกทอดทิ้ง ทุกคนต้องอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี "
สังคมแห่งคุณงามความดีนั้น ส
เขียนโดย:อดิศร เกษรสมบัติ